มองต่างมุม: ซีอีโอ Capital One ชี้ “หนี้รถสหรัฐ” ยังไม่น่าห่วง แม้ผ่อนนาน-หนี้เกินมูลค่ารถเพิ่ม
ซีอีโอ Capital One เชื่อหนี้รถยนต์สหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง แม้คนผ่อนนานขึ้นและติดหนี้เกินมูลค่ารถเพิ่มขึ้น บทความนี้เจาะลึกมุมมองที่แตกต่าง
ในขณะที่เสียงเตือนภัยเกี่ยวกับสถานการณ์หนี้สินรถยนต์ในสหรัฐฯ เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะประเด็นการผ่อนชำระที่ยาวนานขึ้นจนกลายเป็น “Forever Loans” และปัญหา “Negative Equity” ที่ผู้บริโภคมีหนี้สูงกว่ามูลค่ารถที่แท้จริง แต่ทว่า Sanjiv Yajnik ประธานธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ของ Capital One ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการสินเชื่อรถยนต์รายใหญ่ กลับมีมุมมองที่แตกต่างออกไป เขามองว่าสถานการณ์หนี้รถยนต์ของผู้บริโภคโดยรวมยังไม่น่ากังวลเท่าที่หลายฝ่ายคิด
มุมมองที่น่าสนใจจาก Capital One
แม้ว่าในช่วงหลังการระบาดของโควิด-19 เราจะเห็นราคารถยนต์ อัตราดอกเบี้ย และค่าเบี้ยประกันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ Sanjiv Yajnik ชี้ให้เห็นถึงข้อมูลสำคัญที่อาจทำให้หลายคนประหลาดใจ
- สัดส่วนภาระต่อรายได้คงที่: จากข้อมูลของ Capital One สัดส่วนรายได้ที่ผู้บริโภคใช้จ่ายไปกับค่างวดรถยนต์นั้นแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยเมื่อเทียบกับปี 2562 โดยยังคงอยู่ที่ประมาณ 10% ของรายได้ แม้ค่างวดเฉลี่ยต่อเดือนจะเพิ่มขึ้นจาก 390 ดอลลาร์เป็น 525 ดอลลาร์ในปัจจุบันก็ตาม
- ความสามารถในการชำระหนี้: Capital One พบว่ากว่า 80% ของผู้ซื้อรถยนต์ที่ใช้สินเชื่อ มีภาระค่างวดที่ต่ำกว่า 15% ของรายได้ ซึ่งถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ยอมรับได้ในการประเมินความสามารถในการผ่อนชำระ
Yajnik ให้เหตุผลว่า ผู้บริโภคกำลังแสดงออกถึงการใช้จ่ายอย่างรอบคอบและมีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะรถยนต์ไม่ใช่แค่สิ่งฟุ่มเฟือย แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเดินทางและทำงานในชีวิตประจำวัน
กลยุทธ์ของคนอเมริกัน: ผ่อนนานขึ้นเพื่อลดภาระ
สิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคปรับใช้เพื่อรักษาสัดส่วนค่างวดต่อรายได้ให้ยังคงอยู่ในระดับที่จ่ายไหว คือการยืดระยะเวลาผ่อนชำระให้นานขึ้น หรือที่บางคนเรียกว่า “Forever Loans” ซึ่งกินเวลาตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป วิธีนี้ช่วยให้ค่างวดรายเดือนไม่สูงเกินไป แม้ราคารถจะแพงขึ้นก็ตาม โดยผู้ซื้อจำนวนมากเลือกผ่อนยาวถึง 6-7 ปีเพื่อให้จ่ายไหว
อีกด้านของเหรียญ: ความกังวลจากผู้เชี่ยวชาญ
อย่างไรก็ตาม มุมมองของ Capital One นั้นค่อนข้างแตกต่างจากผู้เชี่ยวชาญบางส่วนในอุตสาหกรรมรถยนต์ที่มองว่า สินเชื่อระยะยาวกำลังสร้างภาระทางการเงินอย่างหนักให้กับผู้บริโภค และนำไปสู่ปัญหาที่เรียกว่า “Negative Equity” หรือการที่มูลค่าหนี้สินสูงกว่ามูลค่ารถยนต์ที่แท้จริง
ภาวะ Negative Equity ที่เพิ่มขึ้น
ข้อมูลจาก Edmunds ตอกย้ำความกังวลนี้ โดยระบุว่าในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ รถมือสองประมาณ 26% ที่มีการนำมาเทิร์นเพื่อซื้อรถคันใหม่ มีภาวะติดลบด้านมูลค่า โดยผู้บริโภคมีหนี้สูงกว่ามูลค่ารถเฉลี่ยถึง 5,105 ดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 35% จากปี 2562
สำหรับรถใหม่ สถานการณ์ก็ไม่ต่างกัน ในไตรมาสแรกกว่า 90% ของสินเชื่อรถใหม่ที่มีการเทิร์นรถพร้อมหนี้ติดลบ มีระยะเวลาผ่อนที่ยาวนาน บ่งชี้ว่าการยืดระยะเวลาสินเชื่อทำให้ความเร็วในการลดหนี้ช้าลง และหากผู้บริโภคต้องการเปลี่ยนรถเร็วเกินไป ก็จะต้องแบกรับหนี้จากรถคันเดิมไปพร้อมกับรถคันใหม่
สรุป
สถานการณ์หนี้รถยนต์ในสหรัฐฯ จึงเป็นภาพที่ซับซ้อน มีทั้งมุมมองเชิงบวกจากผู้ปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ที่มองว่าผู้บริโภคยังคงจัดการภาระได้ดี และมุมมองเชิงเตือนจากนักวิเคราะห์ที่กังวลถึงผลกระทบระยะยาวจากสินเชื่อที่ยืดเยื้อและภาวะ Negative Equity ที่เพิ่มขึ้น การจับตาดูแนวโน้มนี้ต่อไปจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทั้งผู้บริโภคและอุตสาหกรรม