อนาคตอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย: ญี่ปุ่นมองอย่างไรในยุคที่ EV จีนพลิกเกม
เจาะลึกมุมมองญี่ปุ่นต่ออนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงจาก EV จีนที่เข้ามาเขย่าบัลลังก์ฐานการผลิตสำคัญของอาเซียน พร้อมการปรับตัวของไทย.
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ การเป็น "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" ที่ขับเคลื่อนโดยการลงทุนจากญี่ปุ่นมานานหลายทศวรรษกำลังถูกท้าทายอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการผงาดขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีน ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์การแข่งขันอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญคือ ในวันที่จีนกำลัง "เปลี่ยนเกม" ญี่ปุ่น ผู้เล่นหลักดั้งเดิม มองอนาคตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยอย่างไร?
ฐานที่มั่นกำลังสั่นคลอน: โจทย์ท้าทายรอบด้าน
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้สร้างฐานการผลิตรถยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน โดยมีผู้ผลิตญี่ปุ่นเป็นหัวหอกสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดรถกระบะและรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) พร้อมด้วยเครือข่ายซัพพลายเชนที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเข้ากับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
อย่างไรก็ตาม วันนี้ฐานที่มั่นแห่งนี้กำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น:
- ตลาดในประเทศชะลอตัว: แม้ยอดขาย EV จะเพิ่มขึ้น แต่ยอดผลิตรวมและยอดส่งออกโดยรวมยังคงลดลง
- แรงกดดันการส่งออก: ตัวเลขการส่งออกลดลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2025 สะท้อนความไม่แน่นอนของอุปสงค์โลก
- การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี: การที่โลกกำลังมุ่งสู่ EV สร้างความท้าทายให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิมต้องปรับตัวครั้งใหญ่
- การรุกของ EV จีน: แบรนด์จีนเข้ามาครองส่วนแบ่งตลาด EV ไทยกว่า 70% และลงทุนมหาศาลกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในไทย
ข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) ชี้ว่าปี 2025 ยอดขายรถยนต์ในประเทศจะเพิ่มขึ้น 8.47% เป็น 621,166 คัน แต่การผลิตรถยนต์ทั้งปีกลับลดลง 0.9% เหลือ 1.455 ล้านคัน และการส่งออกลดลง 8.19% เหลือ 935,750 คัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้ไทยยังเป็นฐานผลิตสำคัญ แต่ความแข็งแกร่งไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป
นโยบายภาครัฐกับการรับมือ "Oversupply"
การหลั่งไหลของการลงทุน EV โดยเฉพาะจากจีน ทำให้รัฐบาลไทยต้องปรับนโยบายเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากภาวะ "oversupply" หรือกำลังการผลิตที่สูงกว่าความต้องการในประเทศ:
- ปี 2025: อนุญาตให้นับรถ EV ที่ผลิตในไทยเพื่อ ส่งออก เข้าเป้าการผลิตภายใต้มาตรการสนับสนุนได้ จากเดิมที่เน้นเฉพาะรถที่จดทะเบียนในประเทศ
- พฤศจิกายน 2025: ปรับกติกาเพิ่มเติม ให้รถ EV ที่ผลิตเพื่อส่งออก 1 คัน สามารถนับเป็น 1.5 คัน เพื่อช่วยผู้ผลิตให้บรรลุเงื่อนไขการผลิตในประเทศ
การปรับเปลี่ยนเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยตระหนักถึงความจำเป็นในการรักษาสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนกับการระบายกำลังการผลิตสู่ตลาดโลก เพื่อไม่ให้เกิดแรงกดดันใหม่ต่อโครงสร้างตลาดรถยนต์ในประเทศ
มุมมองจากแดนอาทิตย์อุทัย: บทบาทที่ต้องปรับเปลี่ยน
ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความผันผวนนี้ มาซาโตะ โอตากะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ The World Dialogue ของ THE STANDARD โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับตัว แม้รายละเอียดคำกล่าวจะถูกตัดไป แต่โดยนัยแล้ว ญี่ปุ่นในฐานะพันธมิตรทางเศรษฐกิจและนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดย่อมต้องเผชิญความท้าทายในการวางกลยุทธ์ใหม่
สำหรับญี่ปุ่น การรักษาบทบาทในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอาจไม่ใช่แค่การผลิตรถยนต์สันดาปอีกต่อไป แต่ต้องมองไปถึง:
- การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่: ทั้ง EV, รถยนต์ไฮบริด, หรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์แห่งอนาคต
- การยกระดับห่วงโซ่อุปทาน: พัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิมให้สามารถปรับตัวสู่การผลิตชิ้นส่วน EV หรือชิ้นส่วนที่มีมูลค่าสูงขึ้น
- ความร่วมมือที่แข็งแกร่ง: ทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยและผู้เล่นอื่นๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศยานยนต์ที่ยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก
การที่จีนเข้ามา "เปลี่ยนเกม" ไม่ได้หมายความว่าบทบาทของญี่ปุ่นในไทยจะสิ้นสุดลง แต่เป็นการเรียกร้องให้มีการปรับกลยุทธ์ที่รวดเร็วและยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อก้าวผ่านความท้าทายและสร้างโอกาสใหม่ๆ ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป