ทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ยุโรป 25% ยกระดับความขัดแย้งทางการค้า
ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศขู่เก็บภาษีนำเข้ารถยนต์และรถบรรทุกจากยุโรป 25% อ้าง EU ไม่ทำตามข้อตกลง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจโลก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความตึงเครียดครั้งใหม่ในเวทีการค้าโลกอีกครั้ง ด้วยการประกาศขู่จะปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์และรถบรรทุกจากสหภาพยุโรป (EU) สูงถึง 25% การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำนโยบาย “America First” ของเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับความขัดแย้งทางการค้าที่อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปราะบางอยู่แล้ว
ทรัมป์จุดชนวนภาษี 25%: อะไรคือสาเหตุและผลกระทบ?
ตามรายงานของบลูมเบิร์ก ทรัมป์ได้ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันศุกร์ (1 พ.ค. 69) ว่าเขาจะปรับขึ้นภาษีดังกล่าวในสัปดาห์หน้า โดยให้เหตุผลว่าสหภาพยุโรป “ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าที่เราได้ตกลงกันอย่างสมบูรณ์” แม้จะไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า EU ไม่ปฏิบัติตามส่วนใด แต่คำประกาศนี้ก็สร้างความกังวลอย่างมากทันที
ประเด็นสำคัญที่ทรัมป์เน้นย้ำคือ มาตรการภาษีนี้จะไม่ครอบคลุมรถยนต์ที่ผลิตในโรงงานภายในสหรัฐฯ โดยระบุว่า “มีความเข้าใจและเห็นพ้องกันอย่างชัดเจนว่า หากพวกเขาผลิตรถยนต์และรถบรรทุกในโรงงานในสหรัฐอเมริกา จะไม่มีการเก็บภาษีใด ๆ” การบีบให้ผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปเร่งย้ายกำลังการผลิตมายังสหรัฐฯ จึงเป็นเป้าหมายหลักเบื้องหลังข้อขู่นี้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายก่อนหน้านี้ของเขาที่ต้องการเพิ่มการผลิตในประเทศและสร้างงานให้กับชาวอเมริกัน
ท่าทีของสหภาพยุโรปและการตอบโต้
โฆษกของสหภาพยุโรปได้ออกมาตอบโต้ โดยระบุว่าอียูกำลังดำเนินการตามพันธกรณีของตนอย่างสอดคล้องกับขั้นตอนทางกฎหมายตามปกติ และได้ให้ข้อมูลแก่ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ มาโดยตลอด คณะกรรมาธิการยุโรปจะขอความกระจ่างจากสหรัฐฯ และยืนยันว่าจะ "เปิดกว้างทางเลือกต่าง ๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของอียู" ซึ่งอาจหมายถึงการตอบโต้ทางการค้าในรูปแบบเดียวกัน หากข้อขู้นี้กลายเป็นความจริง
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก
การตัดสินใจของทรัมป์สร้างความผันผวนรอบใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยังคงปรับตัวกับนโยบายการค้าที่ผันผวนของสหรัฐฯ มาตลอดปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์และซัพพลายเออร์ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและผลกำไรที่ถูกบีบอัด
- เพิ่มต้นทุนการผลิต: ภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ต้นทุนของรถยนต์ยุโรปที่จำหน่ายในสหรัฐฯ สูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นและอาจกระทบยอดขาย
- แรงกดดันในการย้ายฐานการผลิต: ผู้ผลิตรายใหญ่หลายราย เช่น Volkswagen AG, Mercedes-Benz Group AG, BMW AG และ Stellantis NV ซึ่งมีโรงงานประกอบรถในสหรัฐฯ อยู่แล้ว อาจต้องพิจารณาขยายกำลังการผลิตในสหรัฐฯ มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
- ความไม่แน่นอนในตลาด: การประกาศของทรัมป์สร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดการค้า ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทที่ได้รับผลกระทบ เช่น Stellantis และ Volkswagen ADRs ปรับตัวลงทันที
- ความกังวลจากภาคอุตสาหกรรม: เจนนิเฟอร์ ซาฟาเวียน ประธานองค์กร Autos Drive America ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติ เตือนว่าการประกาศนี้ “เป็นการคุกคามความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นแล้วในการเปิดตลาดอียูและการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐ” และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในข้อตกลงและหาทางออกร่วมกัน
อนาคตของข้อตกลงการค้าและผู้ผลิตรถยนต์
สถานการณ์นี้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองขั้วเศรษฐกิจสำคัญของโลก และเน้นย้ำถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ การที่ทรัมป์กลับมาใช้ไม้แข็งทางการค้าอีกครั้ง ทำให้เกิดคำถามว่าการเจรจาทางการค้าที่เคยมีอยู่จะดำเนินต่อไปอย่างไร และผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปจะสามารถปรับตัวกับภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ได้อย่างไร ในขณะที่โลกจับตาดูว่าความตึงเครียดครั้งนี้จะบานปลายไปสู่ “สงครามการค้า” เต็มรูปแบบหรือไม่.