ทรัมป์ขึ้นภาษีรถยนต์สหภาพยุโรป 25% จุดชนวนสงครามการค้าครั้งใหม่?
ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์และรถบรรทุกจากสหภาพยุโรปเป็น 25% อ้าง EU ผิดข้อตกลงการค้า คาดเยอรมนีได้รับผลกระทบหนัก
โลกกำลังจับตานโยบายทางการค้าอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศมาตรการที่สร้างความสั่นสะเทือนต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป โดยมีเป้าหมายไปที่อุตสาหกรรมรถยนต์อันเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจยุโรป การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังจุดประกายคำถามเกี่ยวกับอนาคตของข้อตกลงการค้าระหว่างสองภูมิภาคยักษ์ใหญ่ของโลก
ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษี 25% บนรถยนต์และรถบรรทุก EU
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 พ.ค. 2569-04:27) ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาประกาศผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า "อิงจากข้อเท็จจริงที่สหภาพยุโรปไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าที่เราตกลงกันไว้อย่างสมบูรณ์ ในสัปดาห์หน้าผมจะเพิ่มภาษีที่เรียกเก็บจากสหภาพยุโรปสำหรับรถยนต์และรถบรรทุกที่เข้ามาในสหรัฐอเมริกา" การประกาศนี้จะส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้าจากสหภาพยุโรปพุ่งขึ้นจาก 15% เป็น 25% ซึ่งเป็นอัตราเดียวกันกับที่สหรัฐฯ ใช้กับคู่ค้าอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ระบุรายละเอียดอย่างชัดเจนว่าสหภาพยุโรปได้ละเมิดข้อตกลงในประเด็นใดบ้าง
ข้อตกลงทางการค้าเดิมที่ลงนามเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว ได้กำหนดอัตราภาษีสำหรับรถยนต์และชิ้นส่วนจากสหภาพยุโรปไว้ที่ 15% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่า เพื่อส่งเสริมการค้าเสรี แต่การเคลื่อนไหวล่าสุดนี้กลับเป็นการยกระดับกำแพงภาษีให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บ่งบอกถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในเวทีการค้าโลก
ผลกระทบและท่าทีของสหภาพยุโรป
มาตรการภาษีใหม่นี้คาดว่าจะสร้างผลกระทบอย่างหนักหน่วงต่อประเทศผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ โดยเฉพาะเยอรมนี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ในสหภาพยุโรป ข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรม VDA ระบุว่าเยอรมนีส่งออกรถยนต์ไปยังสหรัฐอเมริกาประมาณ 450,000 คันในปี 2024 ทำให้สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกรถยนต์ใหม่ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของสหภาพยุโรป รองจากสหราชอาณาจักร คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในห้าของปริมาณการส่งออกทั้งหมด การขึ้นภาษีครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการโจมตีโดยตรงต่อภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจเยอรมนีและยุโรป
ในขณะที่รัฐสภายุโรปได้ให้การรับรองข้อตกลงการค้าระหว่างสหภาพยุโรป-สหรัฐฯ แล้ว แต่ก็ยังมีเงื่อนไขและจำเป็นต้องผ่านการเจรจากับประเทศสมาชิกก่อนนำไปใช้จริง ซึ่งสะท้อนถึงความซับซ้อนและความละเอียดอ่อนของข้อตกลงนี้
ก่อนหน้านี้ไม่นาน เมื่อเดือนเมษายน Maros Sefcovic หัวหน้าฝ่ายการค้าของสหภาพยุโรป ได้เดินทางไปวอชิงตันเพื่อเจรจากับคู่หารือสหรัฐฯ และได้ให้ความเห็นว่าการเจรจาดำเนินไปในทิศทางที่ดี ซึ่งทำให้การประกาศของทรัมป์ในครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจและอาจสร้างความสับสนต่อทิศทางความสัมพันธ์ทางการค้าในอนาคต
อนาคตของข้อตกลงการค้า
การขึ้นภาษีรถยนต์ 25% ของทรัมป์ชี้ให้เห็นถึงการกลับมาของนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" ที่เน้นการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ การกระทำนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรป แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับความสัมพันธ์ทางการค้าข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก คำถามสำคัญคือสหภาพยุโรปจะตอบโต้อย่างไร และบทสรุปของ "สงครามการค้า" รอบใหม่นี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์แบบใด ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ประชาคมโลกต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด