กลินท์ สารสิน นำทัพโตโยต้า ชงนายกฯ ปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย พร้อมผลักดัน "รถเก่าแลกรถใหม่"
กลินท์ สารสิน ประธานโตโยต้า เสนอนายกฯ มาตรการปกป้องตลาดรถยนต์ไทยจากรถนำเข้า พร้อมชงโครงการ 'รถเก่าแลกรถใหม่' เน้นผลิตในประเทศ.
ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดโลก รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เปิดเวที “The Listening Forum : Voices to the PM - ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนชั้นนำ ซึ่งรวมถึงประเด็นสำคัญจากนายกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่ได้นำเสนอแนวทางเชิงรุกเพื่อปกป้องและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน
ปกป้องตลาดในประเทศ: เกราะป้องกันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
หนึ่งในข้อเสนอเร่งด่วนที่นายกลินท์ สารสิน ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี คือการเร่งปกป้องตลาดรถยนต์ภายในประเทศ ซึ่งกำลังเผชิญกับคลื่นของการแข่งขันจากรถยนต์นำเข้า โดยเฉพาะจากประเทศจีน ที่ได้รับอานิสงส์จากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ทำให้ภาษีนำเข้ารถยนต์เป็น 0% สิ่งนี้สร้างความได้เปรียบด้านราคาอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนต่างๆ การที่รัฐบาลเข้ามาพิจารณากลไกปกป้องตลาดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศไทยยังคงสามารถรักษาบทบาทของการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของภูมิภาคไว้ได้
แนวคิด “รถเก่าแลกรถใหม่” สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาและได้รับความเห็นชอบในหลักการจากภาคเอกชน คือแนวคิดโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” หรือ End of Life Vehicle (ELV) โครงการนี้มีศักยภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการหมุนเวียนของยานพาหนะ อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนได้เสนอข้อพิจารณาที่รอบคอบในการดำเนินงาน โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญดังนี้:
- ขยายขอบเขต: ควรพิจารณารวมรถกระบะและรถยนต์ Eco Car เข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ เพื่อให้ครอบคลุมและเกิดประโยชน์กับผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น
- เงื่อนไข “ผลิตในประเทศไทย”: รถใหม่ที่จะนำมาแลกควรเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อให้เกิดการกระตุ้นยอดขายในประเทศ ส่งเสริมการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศอย่างแท้จริง
เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการกระจายรายได้
นอกจากนี้ นายกลินท์ยังได้เสนอประเด็นเชิงนโยบายที่สำคัญอีกสองข้อ ได้แก่:
- ทบทวนภาษีส่งออก: ภาคยานยนต์ได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณากลับไปใช้อัตราภาษีส่งออก (compensation tax) ที่ 1.18% เหมือนเดิม จากที่ถูกปรับลดเหลือ 0.89% ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เพราะการปรับลดดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของไทย
- เพิ่มสัดส่วน Local Content: ผลักดันให้มีการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทย (Local Content) ในการลงทุนตั้งฐานการผลิต เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME ไทยได้รับประโยชน์และมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตมากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระจายเม็ดเงินทางเศรษฐกิจไปสู่ภาคส่วนต่างๆ อย่างทั่วถึง
การหารือในครั้งนี้เป็นไปในทิศทางที่ดี รัฐบาลแสดงความพร้อมที่จะรับฟังและร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามและผลักดันมาตรการเหล่านี้ต่อไป ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจไทยในภาพรวม