ไทยเร่งเครื่องสู่ EV Hub: เป้า 50% ปี 2578 กับความท้าทายแรงงาน 1.1 แสนคน
เจาะลึกแผนประเทศไทยสู่ศูนย์กลาง EV ด้วยเป้าหมาย 50% ของการผลิตทั้งหมดในปี 2578 พร้อมวิเคราะห์ความท้าทายต่อแรงงาน 1.1 แสนคน และข้อเสนอแนะจากสภาพัฒน์
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างเต็มตัว ด้วยเป้าหมายอันทะเยอทะยานที่จะผลักดันการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้สูงถึง 50% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2578 หรืออีกเพียงทศวรรษข้างหน้า การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่นี้ไม่เพียงแต่จะสร้างโอกาสมหาศาล แต่ยังนำมาซึ่งความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อแรงงานในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ที่อาจได้รับผลกระทบกว่า 1.1 แสนคน ซึ่งคิดเป็น 16.3% ของแรงงานทั้งหมดในอุตสาหกรรมนี้
ประเทศไทยมุ่งสู่ EV Hub: เป้าหมายและแผนงาน
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไตรมาสแรกปี 2569 ซึ่งชี้ให้เห็นถึงทิศทางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรม EV ในประเทศไทย รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน:
- ปี 2573 (2030): ผลิต EV ให้ได้ 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด
- ปี 2578 (2035): ผลิต EV ให้ได้ 50% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด
นอกจากนี้ สภาพัฒน์ยังคาดการณ์ว่ายอดจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์นั่งไฟฟ้าในช่วงปี 2569-2571 จะสูงถึง 125,000 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.8% ต่อปี ซึ่งตอกย้ำถึงความพร้อมของตลาดและความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความเสี่ยงและผลกระทบต่อแรงงานและผู้ประกอบการ
แม้เป้าหมายจะสดใส แต่การเปลี่ยนผ่านย่อมมีต้นทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อภาคการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักคือ รถยนต์ EV ใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่ารถยนต์สันดาปอย่างมาก โดยอาจลดลงจากกว่า 2,000 ชิ้น เหลือเพียง 20 ชิ้นเท่านั้น
สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ:
- ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์: โดยเฉพาะ Tier 1 และ Tier 2 ที่พึ่งพาการผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์สันดาปเป็นหลัก จะต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวครั้งใหญ่ เนื่องจากผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายยังไม่สามารถปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงได้ทัน
- แรงงานในอุตสาหกรรม: Krungthai COMPASS เคยประเมินว่าในช่วงปี 2568-2569 แรงงานกว่า 1.1 แสนคน อาจมีความเสี่ยงต้องย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมอื่น หรือเผชิญกับการว่างงานหากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม
ข้อเสนอแนะจากสภาพัฒน์: มาตรการรองรับเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว สภาพัฒน์จึงได้เสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกมาตรการรองรับผลกระทบต่อผู้ประกอบการและแรงงานอย่างเร่งด่วน โดยมีแนวทางสำคัญคือ:
- สนับสนุนการปรับสายการผลิต: ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนสายการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ชิ้นส่วนสำหรับ EV หรือแม้กระทั่งเครื่องมือแพทย์ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
- พัฒนาทักษะแรงงาน: จัดโครงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะใหม่ (reskill และ upskill) ให้กับแรงงาน เพื่อให้พวกเขาสามารถโยกย้ายไปทำงานในภาคส่วนที่เติบโตขึ้น หรืออุตสาหกรรมใหม่ได้
- มาตรการบรรเทาผลกระทบ: พิจารณามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและแรงงานที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อให้สามารถประคองตัวและปรับตัวได้อย่างราบรื่นและเป็นธรรม
การมุ่งหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ของประเทศไทยเป็นวิสัยทัศน์ที่น่าจับตา แต่การจะบรรลุเป้าหมายได้อย่างยั่งยืนและเป็นธรรม จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันวางแผนและดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังในยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ครั้งนี้