ก้าวใหม่เอทานอล “ไทย-ญี่ปุ่น” โอกาสทองอุตสาหกรรมยานยนต์ชีวภาพจากมุมมอง “มิสเตอร์เอทานอล”
"มิสเตอร์เอทานอล" เผยวิสัยทัศน์ญี่ปุ่นพลิกนโยบายใช้เอทานอล E10/E20 มหาศาล ชี้เป็นโอกาสทองของไทยในการเป็นหุ้นส่วนขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ชีวภาพร่วมกัน.
นายอลงกรณ์ พลบุตร หรือที่รู้จักกันในฉายา “มิสเตอร์เอทานอล” ผู้คร่ำหวอดในวงการพลังงานทางเลือก ได้ออกมาแสดงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์สำคัญระดับโลก นั่นคือการที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังจะพลิกโฉมนโยบายพลังงานครั้งใหญ่ ภายใต้ยุทธศาสตร์ Green Transformation (GX) โดยหันมาใช้เชื้อเพลิงเอทานอลในภาคการขนส่งทางบกเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็น “โอกาสทอง” ของประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตเอทานอลรายสำคัญของโลก และเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาค
การเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานครั้งสำคัญของญี่ปุ่น
จากการประชุมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์กับผู้แทนจากสถานทูตญี่ปุ่นและสถาบันวิจัยโนมูระ ทำให้ “มิสเตอร์เอทานอล” ได้รับทราบถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลญี่ปุ่นในการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้งบประมาณลงทุนมหาศาลกว่า 150 ล้านล้านเยน ภายใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าจับตา:
- การใช้เอทานอล E10: ญี่ปุ่นกำหนดให้ใช้น้ำมันชีวภาพเอทานอล E10 ทั่วประเทศภายในปี 2030
- ขยับสู่ E20: มีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนเป็น E20 ภายในปี 2040 โดยเริ่มนำร่องที่จังหวัดโอกินาวา
- เปลี่ยนผ่านจากการใช้ ETBE: นโยบายใหม่นี้จะเปลี่ยนจากการใช้สารเติมแต่ง ETBE มาเป็นการผสมเอทานอลโดยตรง (Direct Blending) ซึ่งเป็นแนวทางที่ไทยใช้มานานกว่า 20 ปีแล้ว
- เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF): นอกจากภาคขนส่งทางบก ญี่ปุ่นยังมีแผนบังคับใช้ SAF ในสัดส่วน 10% ของน้ำมันเจ็ททั้งหมดภายในปี 2030 ซึ่งคิดเป็นปริมาณสูงถึง 1.72 ล้านกิโลลิตร และรัฐบาลได้สนับสนุนเงินทุนกว่า 3 แสนล้านเยน เพื่อสร้างโรงงานผลิต SAF ขนาดใหญ่รองรับความต้องการนี้
ทำไมจึงเป็น “โอกาสทอง” ของประเทศไทย?
นายอลงกรณ์ พลบุตร ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพและสถานะของไทยในการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กับญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน
- ผู้ผลิตเอทานอลชั้นนำ: ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเอทานอลอันดับต้นๆ ของโลก มีความเชี่ยวชาญและโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตที่แข็งแกร่ง
- ฮับอุตสาหกรรมยานยนต์: ไทยมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับญี่ปุ่นในการพัฒนอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่า 40 ปี จนกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ของภูมิภาค ทำให้การเชื่อมโยงกับนโยบายยานยนต์ชีวภาพของญี่ปุ่นเป็นไปได้สูง
- ลดก๊าซเรือนกระจก: ความร่วมมือนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจกและรับมือกับความท้าทายจากยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก
วิสัยทัศน์ของ “มิสเตอร์เอทานอล” ในก้าวใหม่นี้
“มิสเตอร์เอทานอล” ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายของญี่ปุ่นครั้งนี้สร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากประเทศไทยได้เริ่มใช้เอทานอลมานานกว่าสองทศวรรษแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่ญี่ปุ่นตระหนักถึงความสำคัญของพลังงานชีวภาพ และมองเห็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมชีวภาพและอุตสาหกรรมยานยนต์ระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะเป็นการ "ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพและอุตสาหกรรมยานยนต์ร่วมกัน" ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของการพัฒนาเทคโนโลยี การรักษาสิ่งแวดล้อม และการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว
ความร่วมมือ “ไทย-ญี่ปุ่น” ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การซื้อขายพลังงาน แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ชีวภาพและพลังงานสะอาดของทั้งสองประเทศ และเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานในระดับโลก