ทางสองแพร่ง ‘อุตฯยานยนต์ และชิ้นส่วนฯ’ ถึงเวลาเอาจริง
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญทางแยกสำคัญจากการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าและ FTA อาเซียน-จีน บทความนี้ชี้ถึงความจำเป็นในการทบทวนนโยบายเพื่อรักษาฐานผลิต
ประเทศไทยภาคภูมิใจกับฉายา “ดีทรอยต์ออฟเอเชีย” มาอย่างยาวนาน ด้วยความสามารถในการดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตยานยนต์ทั่วโลก และเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ สร้างรายได้ขับเคลื่อน GDP ของประเทศมากถึง 10% มากว่า 60 ปี ความสำเร็จจากการปั้นโปรดักต์แชมเปี้ยนอย่างรถปิกอัพขนาด 1 ตัน และรถอีโคคาร์ ได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยทั้งในตลาดในประเทศและการส่งออก
อดีตอันรุ่งโรจน์ สู่ความท้าทายครั้งใหม่
แต่ใครจะเชื่อว่าในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี อุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักนี้กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อการตัดสินใจทำความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ASEAN-China FTA) ได้เปิดช่องว่างในการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV/BEV) ด้วยอัตราภาษี 0% ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างและศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนฯ ในประเทศไทย
ช่องว่างทางภาษี และคำถามถึงความคุ้มค่าของการลงทุน
ปัจจุบัน รถยนต์ EV ที่นำเข้าจากจีนเสียภาษีสรรพสามิต 8% ในขณะที่รถ EV ที่ประกอบในประเทศเสียเพียง 2% ทำให้ส่วนต่างของภาษีอยู่ที่เพียง 6% เท่านั้น คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ ด้วยต้นทุนการผลิตรถ EV ในจีนที่แข่งขันได้ยากยิ่งกว่าที่ใดในโลก การเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิตหรือประกอบรถในประเทศไทยจึงแทบจะไม่มีความคุ้มค่า หรือความแตกต่างด้านต้นทุนมากนัก นี่คือ “GAP” หรือช่องว่างทางภาษีสรรพสามิตที่ภาครัฐต้องพิจารณาอย่างจริงจังและเร่งด่วน เพื่อสร้างแรงจูงใจที่แท้จริงสำหรับการลงทุน
สิ่งที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ค่ายรถยนต์จีนที่เข้ามาลงทุนในไทยหลายรายเลือกใช้วิธีนำเข้าชิ้นส่วนแบบ Knocked Down (KD) หรือ Semi-Knocked Down (SKD) ซึ่งหมายถึงการนำเข้าชิ้นส่วนเกือบทั้งหมดมา “ประกอบ” ในไทย โดยมีสัดส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศน้อยมาก สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามถึงประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ ทั้งในด้านการสร้างงานในห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนยานยนต์ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ควรจะเกิดขึ้น
โครงการสนับสนุน EV จุดประสงค์ที่ยังไปไม่ถึง
ภาครัฐเองก็พยายามส่งเสริมการใช้งานและการผลิต EV ผ่านโครงการต่างๆ เช่น EV 3.0 และ EV 3.5 ที่ให้เงินสนับสนุนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ EV เพื่อลดราคาสินค้า หวังกระตุ้นให้ค่ายรถยนต์เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิต/ประกอบในประเทศไทย แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ชิ้นส่วนส่วนใหญ่ยังคงถูกนำเข้าจากต่างประเทศ และแม้กระทั่งแรงงานหลักในโรงงานบางแห่งก็ไม่ใช่คนไทยเป็นส่วนใหญ่ ก็ชี้ให้เห็นว่าโครงการเหล่านี้อาจจะยังไม่สามารถตอบโจทย์การสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนภายในประเทศได้อย่างแท้จริง
ถึงเวลา “เอาจริง” เพื่ออนาคตที่ดีทรอยต์ออฟเอเชีย
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่ง อนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะไม่ใช่แค่การเป็นฐาน “ประกอบ” รถยนต์นำเข้า แต่ต้องกลับมาทบทวนและกำหนดนโยบายที่ส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ การบังคับใช้กฎระเบียบเกี่ยวกับสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) อย่างจริงจัง รวมถึงการตรวจสอบการใช้แรงงานต่างชาติอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาตำแหน่ง “ดีทรอยต์ออฟเอเชีย” และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนในยุคของยานยนต์ไฟฟ้า การ “เอาจริง” ในวันนี้คือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด