รถเก่าแลกรถใหม่: โจทย์ท้าทายรัฐ พร้อมดัน ICE รักษาฐานผลิตหลักประเทศ
วิเคราะห์โครงการรถเก่าแลกรถใหม่กับความซับซ้อนในการจัดการ พร้อมข้อเสนอเร่งด่วนจาก ส.อ.ท. ให้รัฐบาลดัน ICE ควบคู่ EV เพื่อรักษาฐานการผลิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทาย.
โครงการ "รถเก่าแลกรถใหม่" ที่รัฐบาลกำลังผลักดันเพื่อดึงรถยนต์เก่ากว่า 2.6 ล้านคันออกจากระบบ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจและแผนพลังงานที่ซับซ้อนและท้าทายอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการลดปัญหามลพิษและส่งเสริมเทคโนโลยีใหม่ๆ แล้ว ยังต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวมของประเทศอย่างรอบด้าน
ความซับซ้อนของโครงการ "รถเก่าแลกรถใหม่"
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญที่ภาครัฐต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ไม่ใช่แค่เรื่องการดึงรถเก่าออกจากระบบ หรือกำลังซื้อของประชาชนเท่านั้น แต่ยังรวมถึง:
- การจัดการรถเก่า: รถที่ถูกดึงออกไปแล้วจะถูกจัดการอย่างไร? ทำลาย, ส่งออกไปยังตลาดที่มีกำลังซื้อจำกัด หรือนำชิ้นส่วนกลับมาใช้ใหม่? แต่ละทางเลือกล้วนมีต้นทุนและข้อจำกัด
- เกณฑ์อายุรถ: การกำหนดอายุรถที่จะเข้าร่วมโครงการ เช่น 8 ปี อาจถือว่าสั้นเกินไป และโมเดลที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศก็มีความหลากหลาย ทั้งการทำลาย การส่งออก หรือแม้แต่ไม่รับรถที่อายุเกิน 2 ปีสำหรับบางตลาด
- งบประมาณและเวลา: โครงการนี้จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะเป้าหมายหลักในการลดการนำเข้าน้ำมัน ซึ่งนโยบายลักษณะนี้ถูกผลักดันมานานเกือบ 8-9 ปีแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จเท่าที่ควร
ภัยคุกคามจากตลาดส่งออกและเส้นทางการขนส่ง
อีกด้านหนึ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ ตลาดส่งออกรถยนต์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ปัจจุบันไทยส่งออกรถยนต์ไปยังตะวันออกกลางคิดเป็น 21% หรือประมาณ 200,000 คัน ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ของตลาดหลัก แต่จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือขนส่งจำนวนมากต้องหลีกเลี่ยงเส้นทาง หรืออ้อมไปแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งพุ่งสูงขึ้นถึง 5 เท่า หรือหลายล้านดอลลาร์ต่อเที่ยว สร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อผู้ประกอบการและขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย
ดัน ICE ควบคู่ EV: รักษาฐานผลิตหลักของประเทศ
เพื่อประคองและกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ส.อ.ท. จึงได้เสนอให้ภาครัฐดำเนินมาตรการแบบ "ยิงนัดเดียวได้นกสองตัว" นั่นคือการผลักดันกำลังการผลิตรถยนต์เพื่อกระตุ้น GDP ของประเทศไม่ให้ต่ำกว่า 2% และที่สำคัญคือ ไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เท่านั้น
นายสุรพงษ์ย้ำว่า รัฐบาลควรสนับสนุน รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ควบคู่กันไปด้วย เนื่องจาก ICE ยังคงเป็น:
- ฐานการผลิตหลัก: เป็นกระดูกสันหลังของประเทศ ที่สร้างรายได้และมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมาอย่างยาวนาน
- แหล่งจ้างงาน: โดยเฉพาะรถกระบะซึ่งมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 90% มีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานจำนวนมากและห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด
- สร้างรายได้ภาษี: การที่โรงงานสามารถเดินเครื่องผลิตได้อย่างเต็มกำลัง จะช่วยเพิ่มการจ้างงาน สร้างรายได้ภาษีให้กับรัฐ ทั้งจากตัวรถและโครงสร้างภาษีตามการปล่อยคาร์บอน ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้สามารถนำกลับไปกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้อีกด้วย
ดังนั้น การรักษาสมดุลระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้ากับการรักษามูลค่าและศักยภาพของอุตสาหกรรม ICE จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำในฐานะฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลก และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง