สมาคมยานยนต์ไทยจี้รัฐเร่งช่วย! พิษตะวันออกกลางฉุดส่งออก 2 แสนคัน กระทบทั้งระบบ
สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเร่งรัฐหามาตรการช่วยเหลือ หลังความขัดแย้งตะวันออกกลางกระทบส่งออกรถยนต์ 2 แสนคัน หวั่นฉุดเศรษฐกิจไทยและยอดผลิตรวม
วิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออก สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) ออกโรงเตือนถึงผลกระทบที่อาจทำให้การส่งออกรถยนต์ไทยชะงักไปถึง 200,000 คัน พร้อมเร่งเสนอมาตรการช่วยเหลือภาครัฐเพื่อประคองและฟื้นฟูอุตสาหกรรมสำคัญนี้ให้เดินหน้าต่อไปได้
ผลกระทบตรงต่อตลาดส่งออกและห่วงโซ่อุปทาน
นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ได้เปิดเผยในงานสัมมนา “TAIA Meets the Press” ว่าสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากภูมิภาคนี้เป็นตลาดส่งออกรถยนต์ขนาดใหญ่ โดยปีที่ผ่านมามีสัดส่วนถึง 21% ของยอดส่งออกทั้งหมด คิดเป็นรถยนต์ประมาณ 200,000 คัน
ในช่วงเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา พบว่ารถยนต์ที่ส่งออกจากประเทศไทยต้องเผชิญปัญหาความล่าช้าในการขนส่งอย่างมาก ทำให้ยอดส่งออกชะงักไปแล้วกว่า 10,000 คัน ซึ่งคิดเป็น 50% ของยอดส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนไปยังตะวันออกกลาง หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อยอดการส่งออกโดยรวมของประเทศอย่างแน่นอน และอาจนำไปสู่การหยุดหรือชะลอการผลิตรถยนต์ของผู้ประกอบการเป็นการชั่วคราว
วิกฤตการณ์รอบด้าน: ต้นทุนพุ่ง ผู้บริโภคชะลอ ตัวเลขเศรษฐกิจผันผวน
ผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคการส่งออก แต่ยังลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ ของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโดยรวม:
- ยอดการผลิตรวม: ยอดการผลิตรถยนต์รวมในปี 2569 ที่คาดการณ์ไว้ 1.5 ล้านคัน (แบ่งเป็นผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 5.5 แสนคัน และส่งออก 9.5 แสนคัน) อาจได้รับผลกระทบอย่างหนัก
- ผู้บริโภคชะลอการซื้อ: แนวโน้มผู้บริโภคเริ่มชะลอการตัดสินใจซื้อรถยนต์ เพื่อประเมินสถานการณ์สงครามที่ยังไม่แน่นอน ประกอบกับค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง: วัตถุดิบสำคัญในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น เม็ดพลาสติกและเรซิน มีแนวโน้มขาดแคลนและราคาสูงขึ้นในอนาคต
- กระทบ GDP: ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ (GDP) อาจเติบโตเหลือเพียง 1.4% ในปี 2569 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 2.0% เนื่องจากประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางมูลค่ากว่า 400,000 ล้านบาท
ข้อเสนอเร่งด่วนจาก TAIA ถึงภาครัฐ
เพื่อช่วยเหลือและประคองอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ สมาคมฯ และผู้ประกอบการ จึงได้เตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นยอดขายในประเทศไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐ เพื่อเร่งหามาตรการช่วยเหลือร่วมกัน ดังนี้:
มาตรการระยะสั้น (ด้านภาษี)
- ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: สำหรับการซื้อรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ เพื่อจูงใจให้ประชาชนซื้อรถใหม่
- หักค่าใช้จ่ายเงินได้นิติบุคคล: สำหรับการซื้อรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ เพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจมีการลงทุน
มาตรการด้านสินเชื่อ
- ผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อ: พิจารณาผ่อนปรนเงื่อนไขสำหรับผู้กู้ซื้อรถยนต์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
- กระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ: ผ่านงบประมาณประจำปี เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ
- ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า: สนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างอุปสงค์และขับเคลื่อนเทรนด์ใหม่ของอุตสาหกรรม
มาตรการเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาเสถียรภาพและฟื้นฟูอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถยืนหยัดท่ามกลางความท้าทายระดับโลกได้