สงครามทุบเช่าซื้อปี’69: ยอด EV พุ่งจริง แต่ไม่พอฟื้นตลาดรถยนต์ไทย
วิเคราะห์ตลาดรถยนต์และเช่าซื้อปี 2569 เผยยอดจอง EV สูงไม่พอพยุงตลาดที่ซบเซาจากสงคราม หนี้ครัวเรือนสูง และกำลังซื้อที่ลดลง
วงการยานยนต์และธุรกิจเช่าซื้อของไทยกำลังเผชิญกับปีที่ท้าทายอย่างยิ่ง แม้ช่วงต้นปี 2569 จะมีสัญญาณบวกจากการจองรถยนต์ในงานใหญ่อย่าง Motor Expo ปลายปี 2568 และ Motor Show ต้นเดือนเมษายนที่ดูคึกคักเกินคาด แต่สถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ฉุดรั้งการฟื้นตัวของตลาดโดยรวมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
สัญญาณเตือนจากสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย
นายศรัณย์ ทองธรรมชาติ ประธานสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย เปิดเผยว่า ช่วงสองเดือนแรกของปี ยอดสินเชื่อเช่าซื้อมีการขยายตัวที่ดี ด้วยอานิสงส์จากยอดขายรถยนต์ในงาน Motor Expo ทว่าหลังจากเดือนมีนาคมเป็นต้นมา สัญญาณชะลอตัวก็เริ่มปรากฏชัดเจน อันเป็นผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง แม้ว่ายอดจองรถในงาน Motor Show เดือนเมษายนจะยังคงสูง ทำให้คาดว่าไตรมาสที่ 2 อาจยังคงเติบโตได้ แต่ทิศทางหลังจากนั้น นายศรัณย์เชื่อว่ายอดขายรถยนต์และธุรกิจเช่าซื้อจะกลับมาซบเซาอีกครั้ง
สำหรับภาพรวมยอดขายรถยนต์ทั้งปี 2569 นั้น คาดการณ์ว่าจะทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย อยู่ที่ประมาณ 600,000-620,000 คัน สถานการณ์สงครามส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เผชิญกับหนี้ครัวเรือนระดับสูง ทำให้สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ และปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง
EV พุ่ง แต่ไม่ช่วยตลาดโดยรวม
ด้านนายชัชฤทธิ์ ตั้งเถกิงเกียรติ์ ประธานกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) ให้ภาพที่สอดคล้องกันว่า แนวโน้มตลาดเช่าซื้อในปี 2569 ยังคงเห็นยอดสินเชื่อติดลบเล็กน้อย ตามยอดขายรถยนต์ที่คาดว่าจะไม่ถึง 600,000 คัน หรืออยู่ที่ประมาณ 570,000 คัน ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2567 ที่ผ่านมา สาเหตุหลักยังคงมาจากสถานการณ์สงครามและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อและเงินในกระเป๋าของคนไทย
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ว่าราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจะทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจและจองซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ปรากฏการณ์นี้เป็นการ “โยกย้ายดีมานด์” จากรถยนต์สันดาปภายในมายังรถ EV แทน ไม่ได้เป็นการเพิ่มยอดขายโดยรวมของตลาดรถยนต์แต่อย่างใด ดังนั้น ยอดจอง EV ที่สูงขึ้นจึงไม่สามารถชดเชยยอดขายรถยนต์โดยรวมที่ลดลง และไม่เพียงพอที่จะพลิกฟื้นธุรกิจเช่าซื้อให้กลับมาเป็นบวกได้
รถกระบะน่าห่วง และทางออกที่รอคอย
อีกหนึ่งเซ็กเมนต์ที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ “รถกระบะ” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของตลาดรถยนต์ไทย โดยปกติยอดขายรถกระบะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 50% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด แต่ปีนี้คาดการณ์ว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือเพียง 180,000 คัน ซึ่งต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าปี 2568 จะเป็นจุดต่ำสุด การที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ ทำให้กลุ่มรถกระบะได้รับผลกระทบหนักกว่าเซ็กเมนต์อื่น ๆ
เพื่อกระตุ้นตลาด นายศรัณย์ได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะนำโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” กลับมาใช้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ก็น่าจะเป็นผลดีและช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์และธุรกิจเช่าซื้อได้ โดยเฉพาะกลุ่มรถกระบะที่ต้องการแรงหนุนเป็นพิเศษ แต่รายละเอียดของโครงการจำนวน 20,000 คันนี้ยังคงต้องรอติดตามต่อไป
อนาคตที่ยังคลุมเครือ
สรุปได้ว่า ตลาดรถยนต์และธุรกิจเช่าซื้อในปี 2569 ยังคงเผชิญกับพายุลูกใหญ่จากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ แม้กระแส EV จะมาแรง แต่ยังไม่สามารถเป็นพระเอกกอบกู้สถานการณ์โดยรวมได้ การปรับตัวของสถาบันการเงิน การกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการจากภาครัฐ จะเป็นกุญแจสำคัญในการประคับประคองตลาดให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้