วิกฤต EV จีนถล่มตลาด: 10 สมาคมยานยนต์ไทยผนึกกำลัง จี้รัฐปฏิรูปภาษี ปกป้องฐานผลิต
10 สมาคมยานยนต์ไทยรวมพลังเรียกร้องรัฐบาลเร่งปฏิรูปภาษีและนโยบายเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจากวิกฤต EV จีนถล่มตลาด หวั่นไทยเป็นแค่ตลาดบริโภค
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญและวิกฤตการณ์ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อันยาวนาน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ทั่วโลกและในประเทศได้รับแรงกระแทกจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ กำลังซื้อผู้บริโภค หรือแม้กระทั่งสถาบันการเงิน แต่หนึ่งในปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุดและกำลังสร้างความหวั่นไหวอย่างหนักหน่วง คือ การเข้ามาของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "อีวีจากประเทศจีน" ซึ่งได้เปรียบเรื่องสิทธิพิเศษทางภาษีจากการค้าเสรีอาเซียน-จีน ทำให้สามารถนำเข้าด้วยอัตราภาษี 0%
10 สมาคมยานยนต์ไทยผนึกกำลัง ส่งเสียงถึงรัฐบาล
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยทั้งระบบ ตั้งแต่โรงงานผลิตรถยนต์ไปจนถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนกำลังถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจและมีผลต่อตัวเลข GDP ของประเทศ ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา จึงเกิดปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์ขึ้น เมื่อ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ร่วมกับอีก 9 สมาคมสัญชาติไทยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน รวมกันเป็น 10 สมาคม ซึ่งมีสมาชิกมากกว่า 1,500 ราย ได้รวมตัวกันลงนามแถลงการณ์ร่วม เพื่อยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนต่อรัฐบาล
เป้าหมายหลักของการรวมตัวครั้งนี้คือการ "รักษาเสถียรภาพอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจของชาติ" โดย 10 สมาคมมองว่าประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ ระหว่างการเป็นเพียง "ตลาดบริโภค EV ราคาถูก" หรือ "การคงสถานะฐานการผลิตยานยนต์ที่มั่นคงของโลก" และได้ร้องขอเข้าพบท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อชี้แจงและหารือทางออกอย่างเร่งด่วนที่สุด
ข้อเสนอเร่งด่วน 8 ยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมไทย
เพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น 10 สมาคมได้ยื่น 8 ยุทธศาสตร์สำคัญ โดยมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมดังนี้:
- 1. ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต: สมาคมฯ เสนอให้สร้างส่วนต่างภาษีที่ชัดเจนและมีนัยสำคัญระหว่างรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป (CBU) และรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย (CKD) เพื่อจูงใจการลงทุนและผลิตในประเทศ แทนที่จะเป็นเพียง 8% เหมือนในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเสนอให้พิจารณานำระบบ "ลงทุนจริงแลกโควตานำเข้า" มาใช้ โดยนับยอดผลิตในประเทศ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จสาธารณะ ศูนย์วิจัยและพัฒนา หรือศูนย์รีไซเคิลแบตเตอรี่ เพื่อแลกกับโควตานำเข้าในอัตราภาษีที่ต่ำลง
- 2. ปรับปรุงระเบียบเขตปลอดอากรและยกระดับเกณฑ์ Local Content: แม้ปัจจุบันเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Local Content) จะอยู่ที่ 40% แต่ 10 สมาคมเสนอให้ปรับปรุงเกณฑ์การนับ Local Content ให้สะท้อนความเป็นจริงและตรวจสอบเข้มข้นขึ้น รวมถึงบังคับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบจากประเทศไทย (Thai Material Content) มากขึ้น เพื่อให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนและการผลิตในประเทศอย่างแท้จริง
- 3. ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนร่วม (Common Parts): กำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องจัดซื้อชิ้นส่วนร่วมที่ใช้ร่วมกันในรถยนต์หลายรุ่นจากผู้ผลิตภายในประเทศ เพื่อสร้างอุปสงค์และสนับสนุนซัพพลายเชนในประเทศ
การรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์และการยื่นข้อเสนอเชิงรุกของ 10 สมาคมยานยนต์ไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยอย่างสุดซึ้งต่ออนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจชาติ การตัดสินใจและนโยบายของรัฐบาลต่อจากนี้ไป จะเป็นตัวกำหนดว่าประเทศไทยจะยังคงเป็น "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" ที่แข็งแกร่ง หรือจะกลายเป็นเพียงตลาดปลายทางสำหรับสินค้านำเข้าเท่านั้น