สภาลูกจ้างยานยนต์ร้องรัฐ: ‘รถเก่าแลก EV’ เสี่ยงพังซัพพลายเชน-แรงงานวิกฤต
สภาลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อนโยบายรถ EV ของรัฐบาล หวั่นซัพพลายเชนอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมพังทลาย และเกิดการเลิกจ้างแรงงานกว่า 5 ล้านคน
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเป็นวาระสำคัญของประเทศไทย แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเสียงสะท้อนของภาคแรงงาน ล่าสุด สภาลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนและข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลอย่างเปิดเผย ถึงความหวั่นเกรงว่านโยบาย “รถเก่าแลก EV” อาจนำไปสู่ผลกระทบลูกโซ่ที่รุนแรง ทั้งต่อซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมเดิม และการจ้างงานของแรงงานไทยนับล้านคน
นโยบาย EV รัฐ จุดชนวนความกังวลภาคแรงงาน
นายทศพร คูณศรี ประธานสภาลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันสูง และอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) สู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) นโยบายภาครัฐที่เร่งผลักดัน ทั้งการลดภาษีสำหรับรถ EV และแนวคิดมาตรการ “เอารถเก่าแลกรถใหม่” พร้อมเงินสนับสนุนสูงสุดถึง 100,000 บาท ถูกมองว่าเป็นดาบสองคมที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิม
ซัพพลายเชนสั่นคลอน แรงงานกว่า 5 ล้านชีวิตเสี่ยงถูกผลกระทบ
สิ่งที่นายทศพรและสภาลูกจ้างฯ กังวลเป็นอย่างยิ่งคือ ผลกระทบที่จะตกกับแรงงานจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในระบบเครื่องยนต์สันดาป ที่มี “ยานยนต์ตาดำ ๆ ประมาณ 750,000 คน บวกกับพี่น้องที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับยานยนต์อีกประมาณ 5 ล้านคน” หากนโยบายดังกล่าวไม่คำนึงถึงความสมดุลและเร่งรัดมากเกินไป อาจทำให้ซัพพลายเชนที่หล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมพังทลาย และนำไปสู่การเลิกจ้างงานในวงกว้าง ซึ่งจะเป็นภาระหนักของกระทรวงแรงงานและส่งผลกระทบย้อนกลับต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ
นายทศพรเน้นย้ำว่า อุตสาหกรรมยานยนต์เดิม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยมายาวนานเกือบ 60 ปี มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทย พวกเขาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 400,000 ล้านบาท เป็นฐานการจ้างงานหลัก และสร้าง GDP ให้ประเทศเป็นอันดับ 4 หากพวกเขาไม่สามารถอยู่รอดได้ แรงงานจำนวนมากก็จะขาดรายได้และโอกาสในการจ้างงาน
ข้อเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมและการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน
สภาลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย จึงเรียกร้องให้นโยบายของรัฐต้องมีความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และควรปล่อยให้การแข่งขันเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่ใช่การแทรกแซงหรืออุดหนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนส่งผลกระทบต่ออีกฝ่าย ที่สำคัญคือต้องมีมาตรการรองรับแรงงานในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องผู้ใช้แรงงานในระยะยาว
การสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมเทคโนโลยีใหม่กับการปกป้องอุตสาหกรรมและแรงงานเดิม จึงเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย เป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง