‘รถเก่าแลกใหม่’ ดันสินเชื่อยานยนต์ฟื้น? เจาะมาตรการกระตุ้น EV นำร่อง 2 หมื่นคัน
สำรวจมาตรการ ‘รถเก่าแลกใหม่’ นำร่อง 2 หมื่นคัน ที่คาดช่วยหนุนสินเชื่อยานยนต์และ EV ไทยในระยะสั้น พร้อมวิเคราะห์โอกาสและความเสี่ยงต่อตลาดและหนี้เสีย
รัฐบาลไทยเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีสัญญาณดีจากภาคยานยนต์ หลังมีแนวคิดที่จะผลักดันโครงการ “รถเก่าแลกใหม่” ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาช่วยฟื้นฟูตลาดสินเชื่อยานยนต์และภาคอุตสาหกรรมรถยนต์โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในระยะสั้น โครงการนำร่องนี้มุ่งเป้าไปที่รถยนต์ 20,000 คันแรก จะเป็นปัจจัยสำคัญอย่างไร และมีทั้งโอกาสและความท้าทายอะไรบ้าง เราจะมาเจาะลึกในบทความนี้
เปิดรายละเอียดโครงการ “รถเก่าแลกใหม่” กระตุ้นตลาด EV
โครงการ “รถเก่าแลกใหม่” กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังรัฐบาลอนุมัติมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าผ่านธนาคารออมสิน วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงรถยนต์ EV ได้ง่ายขึ้น มาตรการ “รถเก่าแลกใหม่” นี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่มาเสริมทัพ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ และต้องเป็นรถที่ผลิตภายในประเทศ
- กลุ่มเป้าหมาย: รถเก่าที่ต้องการเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
- ขนาดนำร่อง: เบื้องต้นคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 20,000 คัน
- จังหวะที่เหมาะสม: นักวิเคราะห์จาก บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) ชี้ว่านโยบายนี้มาในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังอยู่ในระดับสูง เป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจรถ EV มากขึ้น
โอกาสและผลบวกต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
แม้จะเป็นเพียงโครงการนำร่องและมีขนาดจำกัด แต่ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐานจาก บล. บัวหลวง มองว่า มาตรการนี้เป็นการกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้นที่น่าจับตา และมีกลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์:
- ธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์: ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ง่ายขึ้น และจำนวนผู้ซื้อรถยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น
- กลุ่มค่ายรถยนต์ EV: โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่มีราคาเข้าถึงง่าย เช่น Chery และ Jaecoo ซึ่งจะหนุนหุ้นที่เกี่ยวข้องอย่าง KGEN
- กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์: เช่น SAT และ AH มีโอกาสได้รับคำสั่งผลิตที่เพิ่มขึ้น แม้ในระยะสั้นสัดส่วนรายได้จากชิ้นส่วน EV ของผู้ประกอบการไทยจะยังจำกัด แต่มาตรการนี้จะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านลบและหนุนให้สัดส่วนรายได้จาก EV เพิ่มขึ้นในระยะถัดไป
ความท้าทายและความเสี่ยงที่ต้องจับตา
อย่างไรก็ตาม ทุกนโยบายย่อมมีเหรียญสองด้าน มาตรการ “รถเก่าแลกใหม่” นี้ก็เช่นกัน มีความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ:
- การดึงดีมานด์ในอนาคตมาใช้ก่อน: อาจทำให้ความต้องการซื้อรถยนต์ในอนาคตลดลง
- ภาระหนี้สินระยะยาว: ผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาการผ่อนชำระ ซึ่งอาจเพิ่มภาระหนี้สิน และความเสี่ยงต่อหนี้เสีย (NPL) ของสถาบันการเงิน หากไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน
- ผลกระทบต่อตลาดรถมือสอง: หากมีรถเก่าอายุเกิน 10 ปีไหลเข้าสู่ตลาดจำนวนมาก อาจกดดันราคาที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัวให้กลับมาผันผวนอีกครั้ง
สรุป
โครงการ “รถเก่าแลกใหม่” ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะสั้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการจำเป็นต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในแง่ของภาระหนี้สินภาคครัวเรือน และผลกระทบต่อตลาดรถมือสอง การติดตามและปรับปรุงมาตรการอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืนต่อทุกภาคส่วน