จับตารถเก่าแลกรถใหม่: รัฐบาลดัน EV สู่เศรษฐกิจสีเขียว แต่ "แวดวงการเงิน" เตือนบทเรียนเก่า?
เจาะลึกมาตรการ "รถเก่าแลกรถใหม่" ของรัฐบาลสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมมุมมองแวดวงการเงินถึงความไม่ชอบมาพากลของ EV จีน และบทเรียนจาก EV 3.0/3.5
มาตรการ "รถเก่าแลกรถใหม่" เพื่อสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลให้ความเห็นชอบทันทีหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ย้ำถึงความสำคัญของมาตรการนี้ว่าเป็นกลไกหลักภายใต้ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านประเทศ (Transition) ซึ่งมีเป้าหมายชัดเจนในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว และเร่งแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 ที่เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพ
แนวคิดเบื้องหลังคือการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาเปลี่ยนรถยนต์สันดาปภายใน โดยเฉพาะรถเก่าที่มีการก่อมลพิษสูง มาเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ขณะนี้คุณพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ได้สั่งการให้ทีมงานเร่งศึกษามาตรการดังกล่าวอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ
แวดวงการเงินตั้งข้อสังเกต: บทเรียนจาก EV 3.0 และ 3.5
แม้ว่าเป้าหมายจะดูดี แต่ "แวดวงการเงิน" ได้แสดงความเห็นด้วยอย่างยิ่งต่อเรื่อง "ความรอบคอบ" ในการศึกษามาตรการนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีบทเรียนราคาแพงจากการสนับสนุนรถ EV ในอดีตผ่านมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ที่กรมสรรพสามิตต้องสูญเสียรายได้จากภาษีไปหลายหมื่นล้านบาท แต่ผลประโยชน์ที่ประเทศได้รับยังคงเป็นที่กังขา
ปัญหา "Local Content" และ "นอมินี" ที่น่ากังวล
หนึ่งในประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างยิ่งคือกรณีค่ายรถยนต์จีนรายหนึ่งที่ปิดโรงงานและหนีไปทั้งที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับเงื่อนไขที่กำหนดให้ต้องมีการตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยและใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ถึง 40%
ทว่าในความเป็นจริงกลับพบว่าค่ายรถยนต์ EV จีนหลายรายใช้วิธีตั้งบริษัทลูก 2-3 แห่งในไทย ซึ่งทั้งหมดเป็นบริษัทนอมินี โดยบริษัทหนึ่งนำเข้าชิ้นส่วนจากจีนมาขายให้อีกบริษัทหนึ่ง และวนขายต่อกันไปเรื่อยๆ ก่อนจะไปถึงค่ายรถยนต์ ทำให้ไม่แน่ใจว่า Local Content ที่อ้างถึงนั้นเป็นของไทยจริงหรือไม่ นี่คือช่องโหว่ที่ "แวดวงการเงิน" กำลังกดดันให้คุณพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เร่งกวดขันอย่างเข้มงวด รวมถึงให้กระทรวงพาณิชย์เอาจริงเอาจังกับเรื่อง "นอมินี" และ "แหล่งกำเนิดสินค้า" อย่างถึงที่สุด
ความไม่แน่นอนของการลงทุนระยะยาว
ข้อกังวลไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่เรื่องนอมินี แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่นว่าค่ายรถยนต์ EV จากจีนจะลงทุนในไทยระยะยาวจริงหรือไม่ กระทรวงการคลังควรรับทราบว่า ค่ายรถยนต์ EV จีนรายใหญ่หลายรายทำสัญญาเช่าโรงงานถึงแค่ปี 2570 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่โครงการ EV 3.5 ครบกำหนด นี่คือสัญญาณที่อาจบ่งบอกถึงความพร้อมที่จะ "เปิดตูดหนี" ได้ทันทีเมื่อหมดช่วงเวลาการรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล
มาตรการ "รถเก่าแลกรถใหม่" จึงเป็นดาบสองคมที่รัฐบาลต้องใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด การผลักดันสู่เศรษฐกิจสีเขียวและลดมลพิษเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ต้องไม่มองข้ามบทเรียนในอดีต และต้องมั่นใจว่าทุกมาตรการที่ออกมานั้นจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง และเป็นการลงทุนที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่การสนับสนุนที่เอื้อประโยชน์ให้กับบางกลุ่มโดยไม่เกิดผลดีในระยะยาว