กลุ่มยานยนต์เร่งรัฐเข็น "รถเก่าแลกใหม่" หวังปลุกเศรษฐกิจ แนะเจาะรถ 8 แสน – 1 ล้าน
เปิดรายละเอียดโครงการ "รถเก่าแลกใหม่" ปี 2569 ที่กลุ่มยานยนต์หนุนรัฐบาล หวังกระตุ้นยอดขายรถยนต์และเศรษฐกิจไทย โดยเน้นรถราคา 8 แสน – 1 ล้านบาท
ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญความท้าทายต่อเนื่องมานานกว่า 3 ปี ยอดขายที่ซบเซาทำให้เกิดความกังวลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ด้วยเหตุนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จึงได้ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่ในการผลักดันโครงการ "รถเก่าแลกใหม่" ซึ่งคาดว่าจะเริ่มนำร่องในปี 2569 มาตรการนี้ไม่ได้มุ่งเพียงแค่กระตุ้นยอดขายรถยนต์ แต่ยังเป็นความหวังสำคัญที่จะช่วยฉุดเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากจุดต่ำสุด และขับเคลื่อน GDP ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
"รถเก่าแลกใหม่": ความหวังใหม่ของเศรษฐกิจไทย
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดเบื้องต้นของโครงการ "รถเก่าแลกใหม่" ที่รัฐบาลเตรียมจัดทำ โดยมีวงเงินงบประมาณสูงถึง 5,000 ล้านบาท สำหรับการนำร่อง 20,000 คันแรก ผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิก่อน และยังได้อัตราดอกเบี้ยที่น่าดึงดูดใจที่ 3.5% ในช่วง 1-2 ปีแรก ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์มองว่านี่คือโอกาสทองในการฟื้นฟูตลาดรถยนต์ที่ซบเซามายาวนาน เนื่องจากงบประมาณโครงการมีขนาดใหญ่และเงื่อนไขดอกเบี้ยที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องรอรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับระยะเวลาดอกเบี้ยคงที่ การอุดหนุนต่อราย และประเภทรถยนต์ที่ครอบคลุม
เงื่อนไขและข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรม
เพื่อให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์สูงสุดและสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง นายสุรพงษ์ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเงื่อนไขสำคัญ ดังนี้:
- รถยนต์ที่ผลิตในประเทศ: รถยนต์คันใหม่ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็น "รถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น" เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนและสร้างประโยชน์โดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงาน และการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตและ VAT 7% ของภาครัฐ
- รถยนต์คาร์บอนต่ำ: ควรครอบคลุมรถยนต์หลากหลายประเภท ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (BEV), รถยนต์ไฮบริด (Hybrid), รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid) รวมถึงรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีเกณฑ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต้องไม่เกิน 100 กรัมต่อกิโลเมตร ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของโลกและนโยบายลดโลกร้อน
เจาะกลุ่มรถยนต์ราคา 8 แสน – 1 ล้านบาท: หัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จ
หนึ่งในข้อเสนอแนะที่สำคัญที่สุดจากภาคอุตสาหกรรมคือ การกำหนดวงเงินอุดหนุนที่มุ่งเน้นไปที่รถยนต์กลุ่มตลาดแมส (Mass Market) หรือ รถยนต์ที่มีระดับราคาประมาณ 800,000 ถึง 1,000,000 บาท
เหตุผลเบื้องหลังแนวคิดนี้คือ:
- ส่วนแบ่งตลาดสูง: รถยนต์ในกลุ่มราคานี้มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 40% ทำให้มีโอกาสดึงดูดผู้เข้าร่วมโครงการได้ในจำนวนมาก
- ความคุ้มค่าของงบประมาณ: หากรัฐสนับสนุนรถยนต์ที่มีราคาสูงเกินไป (เช่น 2 ล้านบาท) จะทำให้จำนวนรถที่เข้าร่วมโครงการมีน้อย ไม่เกิดการกระจายตัว และใช้งบประมาณ 5,000 ล้านบาทได้ไม่คุ้มค่า
- กระตุ้นการผลิต: การเจาะตลาดกลุ่มนี้จะช่วยให้ยอดขายที่ซบเซาของโรงงานผลิตกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อซัพพลายเชนและแรงงานไทยทั้งระบบ
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: ดึง GDP พุ่ง 2%
นายสุรพงษ์ย้ำว่า เป้าหมายหลักของมาตรการ "รถเก่าแลกใหม่" ไม่ใช่แค่การเพิ่มยอดขายรถยนต์ แต่เป็นการผลักดันให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยขยายตัวได้ถึง 2% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เพียง 1.2% นี่คือการลงทุนใน "เรียลเซ็กเตอร์" หรือเศรษฐกิจจริงที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานและห่วงโซ่อุตสาหกรรมจำนวนมาก การฟื้นตัวของภาคการผลิตยานยนต์จึงเป็นกุญแจสำคัญในการฉุดเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากจุดต่ำสุดและก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน
โครงการ "รถเก่าแลกใหม่" จึงเป็นมากกว่ามาตรการกระตุ้นยอดขาย แต่เป็นกลไกสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และรัฐบาลต้องร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ฟื้นฟูการจ้างงาน และปลุกชีพเศรษฐกิจไทยให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง