เปิดฉาก ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เพิ่มปิกอัพ หนุนพลังงานสะอาด: โอกาสทองยานยนต์ไทย
เจาะลึกนโยบาย 'รถเก่าแลกรถใหม่' ล่าสุดจากรัฐบาล! ค่ายรถเร่งเสนอเพิ่มกลุ่มปิกอัพ หนุนใช้ไบโอดีเซล-เอทานอล หวังลดมลพิษและสร้างงานในประเทศ
นโยบาย “รถเก่าแลกรถใหม่” กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดในฐานะกลไกสำคัญภายใต้แผนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านประเทศ (Transition) ของรัฐบาลไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว ลดปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 และลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง สู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ชั้นนำ กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตกำลังเร่งออกแบบรายละเอียดเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยได้รับเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนอย่างคึกคัก ซึ่งเปิดโอกาสให้โครงการนี้ครอบคลุมมากกว่าแค่ EV และไฮบริด แต่ยังรวมถึงรถกระบะและส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกอย่างเอทานอลและไบโอดีเซลอย่างจริงจัง
ข้อเสนอจากภาคเอกชน: มุ่งเน้นรถยนต์ผลิตในประเทศและปิกอัพไทย
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศ โดยมีข้อเสนอหลักๆ ดังนี้:
- จำกัดสิทธิ์เฉพาะรถที่ผลิตในประเทศ: เพื่อส่งเสริมการจ้างงาน สร้างมูลค่าเพิ่ม และสนับสนุนการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตในไทย รวมถึงสร้างงานให้แก่ซัปพลายเออร์ท้องถิ่น
- ครอบคลุมกลุ่มรถปิกอัพ (ICE): เรียกร้องให้ภาครัฐเปิดกว้างมาตรการให้ครอบคลุมรถปิกอัพ ซึ่งถือเป็น “โปรดักต์แชมเปียน” รุ่นแรกของไทย ที่มีการผลิตและส่งออกอย่างต่อเนื่อง รถปิกอัพส่วนใหญ่มีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (local content) มากกว่า 90% และยังสามารถลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงได้ด้วยการใช้ไบโอดีเซล B20
ด้านนายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวเสริมว่า เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) มีการพัฒนาไปมาก และสามารถเป็นแนวทางในการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกได้ โดยอาจกำหนดคุณสมบัติให้รถ ICE ที่เข้าร่วมโครงการต้องสามารถใช้เชื้อเพลิงทางเลือก เช่น ไบโอดีเซล หรือเอทานอลได้
อนาคตพลังงานทางเลือก: ไบโอดีเซลและเอทานอล
การผลักดันให้รถปิกอัพเข้าร่วมโครงการและส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล B20 หรือในสัดส่วนที่สูงขึ้น จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลและสนับสนุนนโยบายการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพของรัฐบาลได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่าในอดีตการส่งเสริมเชื้อเพลิงทางเลือกอย่าง E85 จะยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรเนื่องจากช่องว่างราคาที่ไม่จูงใจ แต่การกำหนดคุณสมบัติพลังงานทางเลือกในมาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ครั้งนี้ จะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกในอนาคต
เงื่อนไขเบื้องต้นและทิศทางโครงการ
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังระบุถึงเงื่อนไขเบื้องต้นของโครงการว่า จะครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้า (EV), รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยเน้นที่รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ
การดำเนินการจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิในรูปแบบ “ใครมาก่อนได้ก่อน” (First come, first served) โดยมีโควตานำร่องเบื้องต้น 10,000-20,000 คัน และจำกัดระยะเวลาโครงการ ซึ่งขนาดของโครงการจะขึ้นอยู่กับงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร กรมสรรพสามิตยังคงอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดเพิ่มเติมในหลายด้าน ได้แก่ งบประมาณดำเนินการ, การกำหนดอายุการใช้งานของรถยนต์คันเก่าที่จะเข้าเกณฑ์, การขยายขอบเขตสิทธิให้ครอบคลุมกลุ่มรถกระบะหรือไม่ และการวางระบบบริหารจัดการซากรถยนต์เก่าอย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” จึงไม่เพียงแต่เป็นโอกาสดีสำหรับผู้บริโภคในการเปลี่ยนรถคันเก่าเป็นรถใหม่ที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวสู่ยุคพลังงานสะอาด และสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศในระยะยาว