'EVAT' ชี้วิกฤตราคาน้ำมัน! เร่งผลักดัน EV Ecosystem ทางออกพลังงานยั่งยืน
สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เตือนวิกฤตราคาน้ำมัน แนะรัฐบาลเร่งสร้าง EV Ecosystem ครบวงจร เพื่อเป็นทางเลือกพลังงานที่ยั่งยืน ลดภาระประชาชนในระยะยาว
สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ยังคงผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้สร้างภาระหนักอึ้งให้กับทั้งประชาชน ผู้บริโภค และภาคธุรกิจทั่วประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ แม้ภาครัฐจะมีมาตรการบรรเทาผลกระทบ แต่สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ได้ออกมาแสดงความห่วงใยอย่างยิ่ง พร้อมเสนอแนวทางเชิงโครงสร้างที่สำคัญ นั่นคือการเร่งผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและครบวงจร เพื่อเป็นหนึ่งในคำตอบระยะยาวในการลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือกที่สะอาดและยั่งยืนมากขึ้น
ทำไม EVAT จึงเร่งผลักดัน EV Ecosystem?
EVAT มองว่าวิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นเครื่องตอกย้ำว่าประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างทางเลือกด้านพลังงานให้กับประชาชนอย่างจริงจัง ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นทางเลือกที่มีศักยภาพสูงในหลายมิติ ทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่ผ่านมา กระแสตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงยอดจองและแนวโน้มในงาน Motor Show ปีนี้ ล้วนสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคนไทยเปิดใจและพร้อมปรับตัวสู่การใช้พลังงานรูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพ สะอาด และยั่งยืนมากกว่าเดิม ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของสมาคมฯ ในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
องค์ประกอบสำคัญของ EV Ecosystem ที่ EVAT เน้นย้ำ
EVAT เชื่อว่าการผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าต้องไม่ใช่แค่เรื่องการจำหน่าย แต่ต้องเดินหน้าอย่างเป็นระบบและครบวงจรในทุกมิติ:
- การผลิตและชิ้นส่วนในประเทศ: ส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญในประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดการพึ่งพาภายนอก
- การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากร: ลงทุนในการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้าน EV
- โครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม: เร่งพัฒนาสถานีชาร์จให้เพียงพอและครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงระบบข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงกัน
- มาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ: กำหนดมาตรการจูงใจที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค
- การสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค: ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง สร้างความเข้าใจ และลดความกังวลในการใช้งานจริง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น
เป้าหมายระยะยาว: สู่สังคมคาร์บอนต่ำและอุตสาหกรรมยั่งยืน
แนวทางที่ EVAT เสนอนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายสำคัญของประเทศไทยภายใต้นโยบาย 30@30 ที่มุ่งให้การผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (ZEV) มีสัดส่วน 30% ของการผลิตทั้งหมด และผลักดันการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้ถึง 50% ภายในปี 2030 การบรรลุเป้าหมายเหล่านี้จะช่วยขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว และสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน
ข้อเสนอสำคัญจาก EVAT เพื่อการดำเนินการที่เร่งด่วน
นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวเน้นย้ำว่าข้อเสนอของสมาคมฯ เป็นแนวทางที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะใน 3 ด้านหลักที่สำคัญ:
- ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาครัฐ: ภาครัฐควรเป็นผู้นำในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างต้นแบบและกระตุ้นตลาด
- เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: การขยายสถานีชาร์จและระบบที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน
- สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค: การสื่อสารและมาตรการที่ช่วยลดความกังวลของผู้ใช้จะผลักดันการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิกฤตราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องลงทุนในอนาคตด้านพลังงานอย่างจริงจัง การผลักดัน EV Ecosystem อย่างครบวงจรตามข้อเสนอของ EVAT ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาระยะสั้น แต่เป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน เศรษฐกิจที่ยั่งยืน และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนจะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายนี้ให้เป็นจริงโดยเร็วที่สุด