วิกฤต EV: ค่ายรถยักษ์ดีทรอยต์ขาดทุนยับ แต่ซีอีโอรับโบนัสอื้อซ่า... เกิดอะไรขึ้น?
เจาะลึกสถานการณ์ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ดีทรอยต์ (GM, Ford) ที่เผชิญภาวะขาดทุนหลายพันล้านจากกลยุทธ์ EV แต่ผู้บริหารระดับสูงกลับได้รับค่าตอบแทนและโบนัสเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ สะท้อนความเหลื่อมล้ำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า.
โลกยานยนต์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มตัว ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลกต่างเร่งปรับตัวและลงทุนมหาศาลเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาด EV ที่กำลังเติบโต แต่ท่ามกลางการแข่งขันดุเดือดนี้ กลับมีข่าวชวนให้ตั้งคำถามถึงความยุติธรรมและธรรมาภิบาลในอุตสาหกรรมยานยนต์ เมื่อค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่แห่งดีทรอยต์ทั้ง General Motors (GM), Ford และ Stellantis ต้องเผชิญภาวะขาดทุนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐจากการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงกลับได้รับค่าตอบแทนและโบนัสที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
General Motors: ขาดทุนหลักแสนล้าน แต่ซีอีโอรับเกือบพันล้าน
แม้ GM จะไม่ได้ชะลอแผนการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ลงมากเท่าคู่แข่ง แต่ก็คาดการณ์ว่าจะต้องแบกรับผลกระทบจากการลดขนาดการลงทุนใน EV สูงถึง 7.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 255,723 ล้านบาท ทว่าในขณะที่บริษัทกำลังเผชิญกับตัวเลขขาดทุนมหาศาลนี้ แมรี บาร์รา (Mary Barra) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่ดำรงตำแหน่งมาอย่างยาวนาน กลับได้รับค่าตอบแทนในปีที่ผ่านมาสูงถึง 29.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 967.86 ล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.4% จากปีก่อนหน้า
และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ บาร์ราไม่ใช่ผู้บริหารที่ได้รับค่าตอบแทนสูงสุดของ GM ตำแหน่งนั้นตกเป็นของ สเตอร์ลิง แอนเดอร์สัน (Sterling Anderson) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้รับแพ็กเกจค่าตอบแทนรวมถึง 40.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,304.51 ล้านบาท) โดยส่วนใหญ่มาจากโบนัสการจ้างงานสุดพิเศษเพื่อดึงตัวมาจาก Aurora Innovation สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีไร้คนขับ นอกจากนี้ ผู้บริหารระดับสูงคนอื่นๆ ของ GM ก็ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเช่นกัน อ้างอิงจาก The Wall Street Journal
Ford: เปลี่ยนกฎโบนัส หนีวิกฤตขาดทุน EV สู่ยอดขาย 'รถยนต์พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนทุกประเภท'
สถานการณ์ของ Ford ก็ไม่ต่างกัน เมื่อปีที่แล้วบริษัทประกาศตัดจำหน่ายหนี้สูญ (Write-offs) สูงถึง 1.95 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 631,215 ล้านบาท) จากการยกเครื่องกลยุทธ์ EV ใหม่ทั้งหมด และรายงานตัวเลขขาดทุนรวมถึง 8.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 265,434 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นสถิติที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008
แต่ในจังหวะเดียวกัน Ford ได้ทำการ "ปรับเปลี่ยน" กฎการจ่ายโบนัสอย่างแยบยล จากเดิมที่ผูกติดอยู่กับผลงานด้านยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ล้วนๆ ให้ครอบคลุมไปถึง “รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนทุกประเภท” ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฮบริด (Hybrids) ด้วย ผลลัพธ์จากการเปลี่ยนกฎครั้งนี้ทำให้ยอดขายกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ Ford ทะลุเป้าหมายที่วางไว้ ส่งผลให้ จิม ฟาร์ลีย์ (Jim Farley) ซีอีโอของ Ford ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น 11% พุ่งสูงถึง 27.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 890.18 ล้านบาท) สวนทางกับผลประกอบการที่ขาดทุนยับเยินของบริษัท โดยทางโฆษกของ Ford ได้ออกมาให้คำชี้แจงผ่าน WSJ ว่าเป็นผลจากปัจจัยที่ซับซ้อน
สะท้อนมุมมองที่น่ากังวล: ความรับผิดชอบของผู้บริหารในยุค EV
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ดีทรอยต์ ไม่เพียงแต่สร้างคำถามถึงความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างผลประกอบการของบริษัทกับผลตอบแทนของผู้บริหารในยุคที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การขาดทุนหลายหมื่นล้านจากการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ ควรจะนำมาซึ่งการทบทวนและปรับปรุงกลยุทธ์อย่างรอบคอบ ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนกฎเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้บริหาร คำถามที่ยังคงค้างคาคือ ผู้ถือหุ้นและสาธารณชนควรจะยอมรับกับการบริหารจัดการลักษณะนี้ได้มากน้อยเพียงใด ในขณะที่ ราคารถยนต์ไฟฟ้า และ ข่าวรถยนต์ EV ยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด บทบาทของผู้นำองค์กรในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้จึงยิ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นและทิศทางของอุตสาหกรรมในระยะยาว