วิกฤตพลังงานฉุกเฉิน! ชาวยุโรปผวา ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงกว่า 30%
ผู้ขับขี่ยุโรปเผชิญราคาน้ำมันดีเซลพุ่งกว่า 30% ตั้งแต่สงครามตะวันออกกลาง กระทบเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน อ่านสาเหตุและผลกระทบที่นี่
ผู้ขับขี่รถยนต์และผู้ประกอบการทั่วยุโรปกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน เมื่อราคาน้ำมันดีเซลพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วถึงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้น วิกฤตครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความตกใจให้กับผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการพึ่งพาพลังงานนำเข้าของทวีป และความสำคัญของดีเซลที่ยังคงเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ดีเซลแพงระยับ: สัญญาณวิกฤตที่ไม่มีใครอยากเห็น
การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลอย่างก้าวกระโดด ทำให้ผู้คนต่างกังวล โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลอีสเตอร์ที่ความต้องการเชื้อเพลิงจะสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดคิวยาวที่สถานีบริการน้ำมันทั่วยุโรป น้ำมันดีเซลได้รับผลกระทบหนักกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น ๆ อย่างชัดเจน โดยมีภาวะตึงตัวในตลาดอยู่แล้วแม้ก่อนเกิดสงคราม ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดีเซลจะยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่การค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดกั้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น
ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดีเซลต่อบาร์เรลในยุโรปได้พุ่งสูงกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นราคาสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 เมื่อครั้งที่การรุกรานยูเครนของรัสเซียสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพลังงานโลก
ทำไมดีเซลถึงได้รับผลกระทบหนักกว่า?
แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ดีเซลก็ยังคงเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในยุโรป จากข้อมูลของ FuelsEurope ในปี 2024 น้ำมันดีเซลคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 86 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายเชื้อเพลิงสำหรับการขนส่งในลัตเวีย 73 เปอร์เซ็นต์ในฝรั่งเศส และ 66 เปอร์เซ็นต์ในเยอรมนี
- ยานพาหนะเชิงพาณิชย์: รถบรรทุกขนส่งสินค้า รถโดยสารสาธารณะ
- ภาคเกษตรกรรม: รถแทรกเตอร์และเครื่องจักรทางการเกษตร
- อุตสาหกรรม: เครื่องจักรในสถานที่ก่อสร้าง
- การขนส่งทางน้ำ: การขนส่งทางเรือ
ซูซาน เบลล์ ผู้เชี่ยวชาญจาก Rystad Energy อธิบายว่า “ดุลยภาพด้านอุปสงค์และอุปทานของดีเซลในระดับนานาชาติ ตึงตัวมากกว่าดุลยภาพของน้ำมันเบนซินมากในช่วงก่อนสงคราม และการตอบสนองของตลาดในเวลาต่อมาคือ ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ในขณะที่การตอบสนองของราคาน้ำมันเบนซินค่อนข้างเงียบ” ในขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินธรรมดาในฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นเพียง 17 เปอร์เซ็นต์ แต่ดีเซลกลับพุ่งสูงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของตลาดดีเซลโดยเฉพาะ
ในอดีต น้ำมันดีเซลเคยมีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซิน และรัฐบาลรวมถึงบริษัทผลิตรถยนต์ต่างส่งเสริมให้ผู้ขับขี่หันมาใช้รถยนต์ดีเซล อย่างไรก็ตาม โรงกลั่นน้ำมันกลับไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมามากพอที่จะรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจึงเริ่มกำหนดภาษีที่สูงขึ้นสำหรับน้ำมันดีเซล ปัจจุบันสหภาพยุโรปเป็นผู้ส่งออกน้ำมันเบนซินสุทธิ แต่กลับเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดีเซล ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อความผันผวนของราคาในตลาดโลก
ผลกระทบลูกโซ่: ไม่ใช่แค่คนขับรถ แต่คือเศรษฐกิจทั้งระบบ
ผลกระทบจากราคาดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ขับขี่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งสินค้า การผลิตภาคเกษตร และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในรูปของราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้น ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่กดดันอยู่แล้ว การขึ้นราคาดีเซลครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมสถานการณ์เศรษฐกิจในยุโรปให้หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น
จากการสำรวจของ RAC พบว่าเนเธอร์แลนด์มีราคาน้ำมันดีเซลแพงที่สุดในยุโรป โดยสูงกว่า 2.80 ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าอิตาลีซึ่งเป็นประเทศที่ราคาถูกที่สุดในการสำรวจของ RAC ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ความแตกต่างของราคาที่สูงเช่นนี้สะท้อนถึงนโยบายภาษีและการพึ่งพิงพลังงานในแต่ละประเทศ
อนาคตน้ำมันดีเซลในยุโรป
วิกฤตราคาน้ำมันดีเซลครั้งนี้เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงความจำเป็นในการพิจารณานโยบายพลังงานและการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว แม้ว่าทวีปยุโรปจะกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของพลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า แต่ความสำคัญของดีเซลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันก็ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ในปัจจุบัน การรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานจึงเป็นความท้าทายสำคัญที่ผู้นำยุโรปต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน