รถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนอัตโนมัติ: เมื่อเทคโนโลยีล้ำสมัยกินไฟจนลดระยะทางขับขี่ได้ถึง 46%
เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติในรถยนต์ไฟฟ้ากินไฟมหาศาล ลดระยะทางขับขี่ได้มากถึง 46% ค้นพบสาเหตุ ผลกระทบ และการรับมือของอุตสาหกรรม EV ในบทความนี้
ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่วนใหญ่มักเข้าใจดีว่าปัจจัยอย่างสภาพอากาศหนาวเย็น การเปิดเครื่องปรับอากาศ หรือการบรรทุกสัมภาระหนัก ล้วนส่งผลให้ระยะทางการขับขี่ของรถลดลง ทว่ายังมีอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่หลายคนอาจมองข้าม ซึ่งกำลังกลายเป็นความท้าทายใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ นั่นคือ พลังงานมหาศาลที่ระบบขับขี่อัตโนมัติ (Autonomous Driving - AD) ต้องการในการทำงาน
จากข้อมูลล่าสุด ระบุว่าระบบขับขี่อัตโนมัติเหล่านี้อาจลดระยะทางการขับขี่ของรถยนต์ไฟฟ้าลงได้มากถึง 46% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจและส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค
พลังงานที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความฉลาดของ AI
หัวใจหลักของระบบขับขี่อัตโนมัติคือหน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเครือข่ายเซ็นเซอร์ที่หนาแน่น ไม่ว่าจะเป็นกล้องหลายสิบตัว, ระบบไลดาร์ (LiDAR), เรดาร์ และโซนาร์ ทั้งหมดนี้ต้องทำงานพร้อมกันเพื่อรวบรวม ส่ง และวิเคราะห์ข้อมูลสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมหาศาล
- รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติทั่วไปต้องประมวลผลข้อมูลจากกล้องประมาณ 14 ตัว ที่ความเร็ว 30 เฟรมต่อวินาที โดยแต่ละเฟรมมีพิกเซลระหว่าง 5 ถึง 8 ล้านพิกเซล
- งานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ชี้ให้เห็นว่า หากรถยนต์ส่วนบุคคลหรือรถแท็กซี่ทุกคันกลายเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของรถเหล่านั้นอาจสูงกว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้ารวมของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกภายในปี 2023 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ
"เรากำลังเห็นความต้องการด้านหน่วยความจำและพลังการประมวลผลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว" เคย์ สเตปเปอร์ รองประธานฝ่าย ADAS และการขับขี่อัตโนมัติของ Lucid Motors กล่าว
ผลกระทบจริงต่อระยะทางขับขี่: กรณีศึกษาที่ชัดเจน
ผลการทดสอบในสภาพการใช้งานจริงยืนยันถึงการลดลงของระยะทางขับขี่อย่างชัดเจน:
- รถรุ่นแรกๆ เช่น Chevy Bolt ของ Cruise ใช้พลังงานระหว่าง 1.5 ถึง 3 กิโลวัตต์เพียงเพื่อตรวจจับสภาพแวดล้อม ภายใน 20 ชั่วโมง ระบบนี้ใช้พลังงานประมาณ 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งเท่ากับสองในสามของความจุแบตเตอรี่ 60 กิโลวัตต์ชั่วโมง
- กรณีที่โดดเด่นที่สุดคือ Hyundai Ioniq 5 ที่ติดตั้งเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติของ Motional ซึ่งมีระยะทางการวิ่งตามมาตรฐาน EPA เพียง 279 กิโลเมตร ลดลงถึง 46% เมื่อเทียบกับรุ่นมาตรฐานที่มีระยะทาง 490 กิโลเมตร การลดลงนี้รุนแรงเทียบได้กับรถบรรทุกไฟฟ้าที่ลากเครื่องบินเจ็ตขนาดใหญ่เลยทีเดียว
อุตสาหกรรมกำลังรับมืออย่างไร?
ผู้ผลิตรถยนต์ตระหนักถึงปัญหานี้และกำลังเร่งพัฒนาเพื่อลดการใช้พลังงานของระบบประมวลผล:
- Rivian ตั้งเป้าที่จะลดการใช้พลังงานของระบบไร้คนขับระดับ 4 ให้เหลือประมาณ 1.1 กิโลวัตต์
- Lucid ที่ร่วมมือกับ Nuro ก็มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันในการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน
- ปัจจุบัน Waymo ซึ่งใช้รถยนต์ Jaguar I-Pace มีระบบที่ประกอบด้วยกล้อง 29 ตัวและอุปกรณ์ไลดาร์ 5 ตัว ใช้พลังงานประมาณ 1 กิโลวัตต์
ความท้าทายทางธุรกิจสำหรับบริการ Robotaxi
สำหรับธุรกิจที่ให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) ปัญหานี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ ทุกนาทีที่รถต้องหยุดเพื่อชาร์จไฟเนื่องจากการใช้พลังงานของระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ หมายถึงการสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้
บริษัทอย่าง Uber ได้เพิ่มการลงทุนใน Lucid และให้คำมั่นที่จะซื้อรถยนต์ SUV รุ่น Gravity อย่างน้อย 35,000 คัน เพื่อสนับสนุนเครือข่ายรถแท็กซี่ไร้คนขับ ขณะที่ Rivian คาดว่าจะได้รับเงินจาก Uber สูงถึง 1.25 พันล้านดอลลาร์ เพื่อนำรถยนต์ไร้คนขับไปใช้งานใน 25 เมืองภายในปี 2031 เป้าหมายเหล่านี้จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อปัญหาการใช้พลังงานของระบบขับขี่อัตโนมัติได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ
สรุป
เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติคืออนาคตของยานยนต์ แต่ความก้าวหน้าก็มาพร้อมกับความท้าทายด้านพลังงานที่สำคัญ การลดระยะทางการขับขี่ได้มากถึง 46% ไม่ใช่เรื่องที่มองข้ามได้ อุตสาหกรรมยานยนต์จึงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาระบบที่ชาญฉลาดและประหยัดพลังงานไปพร้อมกัน เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนอัตโนมัติสามารถมอบประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้งานและยั่งยืนในระยะยาว