อีวีจีนโหม ‘บุกยุโรปหนัก’! มีส่วนแบ่งทะลุ 15% ครั้งแรก กำแพงภาษีต้านไม่อยู่แล้ว
พบปรากฏการณ์ EV จีนครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปเกิน 15% เป็นครั้งแรก! แม้มีกำแพงภาษี แต่กลยุทธ์ราคา เทคโนโลยี และการผลิตในพื้นที่ ทำให้แบรนด์จีนเติบโตไม่หยุด
ในสมรภูมิรถยนต์ไฟฟ้าโลก ตลาดในทวีปยุโรปกำลังเผชิญกับการรุกคืบครั้งใหญ่จากผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สัญชาติจีน รายงานล่าสุดจากบลูมเบิร์กเผยว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนในยุโรปได้ทะลุส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 15% เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าความต้องการของผู้บริโภคต่อแบรนด์จากแดนมังกรยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนว่ากำแพงภาษีที่สหภาพยุโรปตั้งขึ้นก็ไม่อาจหยุดยั้งกระแสการเติบโตนี้ได้
ข้อมูลจาก Dataforce ยืนยันว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) จากผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อย่าง BYD และ Chery Automobile เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมียอดรวมถึง 38,281 คัน ในภาพรวม แบรนด์จีนกำลังเข้าใกล้ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ยุโรปโดยรวมที่ระดับ 10% เลยทีเดียว ความสำเร็จนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ EV เท่านั้น แต่แบรนด์จีนยังทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ด้วยส่วนแบ่งเกือบ 29% ของยอดขายในเดือนเดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่รอบด้านในการเจาะตลาด และการเติบโตที่รวดเร็วอย่างน่าทึ่ง จากที่เคยขายได้เพียงไม่กี่พันคันต่อเดือนในปี 2021 มาสู่ส่วนแบ่ง EV ที่ 15% ในวันนี้
ทำไม EV จีนถึงครองใจชาวยุโรป?
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ EV จีนในยุโรปมีปัจจัยหลายประการที่ดึงดูดผู้บริโภค:
- ความคุ้มค่าและราคาที่เข้าถึงง่าย: ผู้บริโภคยุโรปจำนวนมากมองหารถยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้ ซึ่งแบรนด์จีนสามารถนำเสนอทางเลือกที่น่าสนใจกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากยุโรป
- เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย: แม้จะมีราคาที่ถูกกว่า แต่ EV จีนหลายรุ่นมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่โดดเด่นและฟังก์ชันการใช้งานที่เหนือกว่ารถยนต์ยุโรปในระดับราคาที่สูงกว่า ทำให้เกิดความคุ้มค่าที่ยากจะปฏิเสธ
- การตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย: ตั้งแต่รถ BEV ไปจนถึง PHEV ผู้ผลิตจีนได้นำเสนอตัวเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ทำให้สามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว
กลยุทธ์เหนือชั้น: ทลายกำแพงภาษีด้วยการผลิตในยุโรป
แม้สหภาพยุโรปจะพยายามใช้กำแพงภาษีต่อรถ EV ที่ผลิตในจีนเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่ผู้ผลิต EV จีนก็มีกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการรับมือและยังคงเดินหน้าทำตลาดอย่างต่อเนื่อง:
- การขยายฐานการผลิตในยุโรป: แบรนด์อย่าง BYD กำลังเร่งก่อสร้างโรงงานผลิตของตัวเองในสหภาพยุโรป เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าและลดต้นทุนการขนส่ง
- การร่วมทุนและการเข้าซื้อ: บางบริษัทกำลังมองหาโอกาสในการร่วมใช้หรือเข้าซื้อโรงงานผลิตที่ไม่ได้ถูกใช้งานเต็มประสิทธิภาพของผู้ผลิตยุโรป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Stellantis (เจ้าของแบรนด์ Peugeot และ Fiat) ที่ได้ทำข้อตกลงหลายฉบับกับ Leapmotor และ Dongfeng Motor เพื่อใช้โรงงานร่วมกัน
กลยุทธ์เหล่านี้ช่วยให้แบรนด์จีนสามารถคงความได้เปรียบด้านราคาและเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้กำแพงภาษีแทบไม่สามารถชะลอการเติบโตของพวกเขาได้
ตลาดสหราชอาณาจักร: ปัจจัยเร่งที่สำคัญ
สหราชอาณาจักรกลายเป็นตลาดสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตของ EV จีนอย่างเห็นได้ชัด แบรนด์อย่าง Jaecoo และ Omoda ของ Chery Automobile ได้รับความนิยมอย่างมากในอังกฤษ ปัจจุบันรถยนต์ประมาณ 1 ใน 7 คันที่ถูกซื้อในประเทศนี้เป็นแบรนด์จีน สาเหตุหลักประการหนึ่งคือ อังกฤษไม่มีการเก็บภาษีนำเข้ารถ EV ทำให้ราคารถจีนแข่งขันได้สูงยิ่งขึ้น
Nathan Cole ซีอีโอของ Auto Trader Group ชี้ว่า ผู้บริโภคชาวอังกฤษมีความภักดีต่อแบรนด์ต่ำ และมองหาความคุ้มค่าเป็นหลัก “คุณสามารถซื้อรถใหม่คุณภาพดีได้ในราคาเพียง 389 ปอนด์ต่อเดือน” เขากล่าว ซึ่ง “ข้อเสนอของรถที่ดูดี ใช้งานดี และวิ่งได้ไกลแบบนี้ มีเสน่ห์อย่างมากสำหรับผู้บริโภค” ปัจจัยนี้ยิ่งเสริมให้แบรนด์จีนได้เปรียบในตลาดที่ผู้บริโภคเปิดกว้างและให้ความสำคัญกับมูลค่าที่ได้รับ
ปรากฏการณ์ที่ EV จีนเข้ามาครองส่วนแบ่งตลาดในยุโรปอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ไม่ว่าจะเป็นด้วยกลยุทธ์ด้านราคา เทคโนโลยี หรือการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ การเติบโตนี้เป็นสิ่งที่ผู้เล่นรายอื่นๆ ต้องจับตาและปรับตัวตาม เพื่อรับมือกับคลื่นลูกใหม่จากตะวันออกที่กำลังถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง