ยานยนต์จีน: ยอดขายถล่มทลาย แต่กำไรดิ่งเหว ชะตากรรม "โตแต่ตัว" ที่ต้องจับตา
สำรวจความขัดแย้งในอุตสาหกรรมยานยนต์จีน: ยอดขายรถยนต์ EV พุ่ง แต่กำไรดิ่งเหวเหลือ 3.2% เจาะลึกปัญหาเชิงโครงสร้าง สงครามราคา และผลกระทบต่อซัพพลายเชน.
ในยุคที่กระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ประเทศจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ด้วยส่วนแบ่งตลาดโลกที่สูงลิบลิ่ว และยอดขายที่พุ่งทะยานไม่หยุดหย่อน แต่เบื้องหลังความสำเร็จอันน่าตื่นตาตื่นใจนี้ กลับซ่อนความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ นั่นคือปรากฏการณ์ "โตแต่ตัว แต่กำไรบางเฉียบ" ที่กำลังกัดกินผลประกอบการของอุสาหกรรมยานยนต์จีนอย่างหนัก
ความสำเร็จบนเวทีโลกที่ไม่นำมาซึ่งกำไร
ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อุสาหกรรมยานยนต์จีนได้พิสูจน์ศักยภาพด้วยการเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก คุณชุย ตงซู เลขาธิการสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) ระบุว่า ส่วนแบ่งตลาดโลกของจีนพุ่งสูงถึง 35.4% ในปี 2025 และแม้จะย่อตัวลงเล็กน้อยมาที่ 32% ในไตรมาสแรกของปี 2026 อันเป็นผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนนโยบายเงินอุดหนุนภาษีภายในประเทศ แต่จีนก็ยังคงเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางภาวะที่ยอดขายรถยนต์ทั่วโลกโดยรวมลดลง 2% สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึง "ขนาด" (Scale) ที่จีนมีอย่างมหาศาล ทั้งในด้านการผลิตและการส่งออก
ตัวเลขที่สะท้อน "รายได้โต แต่กำไรหด"
แต่เมื่อมองลึกลงไปในไส้ในของผลประกอบการ ตัวเลขกลับเล่าเรื่องราวที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ในไตรมาสแรกของปี 2026 อุสาหกรรมยานยนต์จีนมีอัตรากำไรสุทธิรวมที่ 3.2% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมการผลิตทั่วไปที่ราว 6% อย่างมาก
- รายได้รวม: 241 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 11.59 ล้านล้านบาท) ลดลง 0.2% เมื่อเทียบรายปี
- ต้นทุนรวม: 214 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 10.29 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบรายปี
- กำไรสุทธิรวม: 7.84 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 3.77 แสนล้านบาท) ลดลงถึง 18% เมื่อเทียบรายปี
ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงปรากฏการณ์ "Revenue without Profit" หรือ "รายได้โต แต่กำไรหด" เนื่องจากอัตราการเพิ่มขึ้นของต้นทุนต่อคันนั้นพุ่งแซงหน้าอัตราการเติบโตของรายได้ไปแล้ว ยิ่งยอดขายถล่มทลายมากเท่าไหร่ ต้นทุนก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ทำให้การทำกำไรกลายเป็นเรื่องยากลำบากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
การแข่งขันดุเดือดและปัญหาเชิงโครงสร้าง
สถานการณ์นี้ตอกย้ำถึง "ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง" ภายในอุสาหกรรมยานยนต์จีน การแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่แบรนด์ต่าง ๆ แข่งขันกันทำสงครามราคาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ทำให้ค่ายรถยนต์จำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะที่ผลิตรถยนต์ออกมาจำนวนมาก แต่กลับไม่มีกำไรมากพอที่จะหล่อเลี้ยงธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
ในขณะที่ค่ายรถยนต์ต้องดิ้นรนอย่างหนัก ฝั่งซัพพลายเชนต้นน้ำกลับดูเหมือนจะได้ประโยชน์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ CATL ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตแบตเตอรี่ระดับโลก ซึ่งในไตรมาสแรกยังคงรายงานรายได้เติบโตสูงถึง 52.45% สะท้อนให้เห็นว่าผลกำไรยังคงกระจุกตัวอยู่เพียงบางส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ไม่ได้กระจายตัวอย่างเป็นธรรมตลอดทั้งอุตสาหกรรม
บทสรุป: ความท้าทายที่รอการแก้ไข
การที่อุสาหกรรมยานยนต์จีนเติบโตในเชิงปริมาณได้อย่างมหาศาล แต่กลับเผชิญกับปัญหากำไรบางเฉียบนี้ เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่า "ยอดขายถล่มไม่ใช่คำตอบเสมอไป" การแข่งขันด้านราคาที่ไร้ขีดจำกัดอาจนำไปสู่ความไม่ยั่งยืนในระยะยาว สำหรับผู้บริโภคที่มองหารถยนต์ EV และติดตามข่าวรถยนต์ หรือราคารถยนต์ไฟฟ้าจากจีน อาจเห็นโอกาสในการเข้าถึงรถยนต์คุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงง่าย แต่สำหรับผู้ผลิตเอง นี่คือความท้าทายใหญ่ที่ต้องเร่งหาทางออก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม นวัตกรรมที่ไม่ใช่แค่การลดราคา หรือการปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อให้การเติบโตเชิงปริมาณ สามารถแปรเปลี่ยนเป็นผลกำไรที่ยั่งยืนได้ในที่สุด