กลุ่มยานยนต์ไม่ขาดแคลนแรงงาน สัญญาณวิกฤตเศรษฐกิจ: ส.อ.ท. จี้รัฐเร่งฟื้นฟูก่อนทรุดหนัก
กลุ่มยานยนต์ไม่ขาดแคลนแรงงานเพราะไร้คำสั่งซื้อ ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทยน่าห่วง จี้รัฐเร่งเบิกจ่าย งบลงทุน สร้างบรรยากาศกระตุ้นภาคผลิตก่อนทรุดหนัก
ท่ามกลางสัญญาณเตือนเรื่องการขาดแคลนแรงงานในหลายภาคส่วน อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกลับเผยว่าพวกเขาไม่ได้ประสบปัญหานี้ ทว่าเบื้องหลังความไม่ขาดแคลนคือความท้าทายที่ใหญ่กว่า นั่นคือ "การขาดแคลนคำสั่งซื้อ" หรืออุปสงค์ที่ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจที่น่ากังวล และผลักดันให้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยคุณสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ต้องเร่งออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยทรุดตัวไปมากกว่านี้
กลุ่มยานยนต์: ไร้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่เศรษฐกิจส่งสัญญาณเตือน
จากข้อมูลของคุณสุรพงษ์ แม้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะส่งสัญญาณเตือนถึงภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวในภาคการผลิตและก่อสร้าง ทว่าภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้แรงงานฝีมือและระบบแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย กลับไม่ประสบปัญหานี้ นั่นเป็นเพราะคำสั่งซื้อไม่ได้เพิ่มขึ้น แถมยังชะลอตัวลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับการชะลอตัวของการปล่อยสินเชื่อในภาคอสังหาริมทรัพย์และยานยนต์
อย่างไรก็ตาม ปัญหาขาดแคลนแรงงานยังคงเป็นเรื่องจริงในภาคส่วนอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ที่ยังคงมีความต้องการแรงงานสูง หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข จะส่งผลกระทบต่อความล่าช้าของโครงการ และกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจลดลง คุณสุรพงษ์จึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสนับสนุนกระบวนการต่อใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวให้รวดเร็วขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการในตลาดแรงงานเหล่านี้
ความท้าทายที่อุตสาหกรรมไทยเผชิญ
นอกเหนือจากปัญหาอุปสงค์ที่ชะลอตัวและการขาดแคลนแรงงานในบางภาคส่วน ยังมีปัจจัยลบอื่นๆ ที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย:
- ภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น: โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ที่กำหนดอัตราสูงขึ้นแบบขั้นบันไดสำหรับผู้ใช้เกิน 200 หน่วย ทำให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนำไปสู่การชะลอตัวของการผลิต และอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของแรงงานในที่สุด ส.อ.ท. เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมในเรื่องนี้
- กำลังซื้อผู้บริโภคที่ลดลง: ปัญหาเงินเฟ้อที่กัดเซาะอำนาจซื้อประชาชน และรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ทำให้กำลังซื้อโดยรวมลดลง คุณสุรพงษ์มองว่าการพิจารณาพระราชกฤษฎีกากู้เงิน 400,000 ล้านบาทเพื่อเยียวยาค่าครองชีพเป็นเรื่องเหมาะสม แต่ควรเน้นการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง เพื่อพยุงกำลังซื้อในตลาด
ข้อเสนอแนะ 3 มิติจาก ส.อ.ท. เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ
เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวผ่านความท้าทายเหล่านี้ ส.อ.ท. ได้เสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการใน 3 มิติหลักอย่างเร่งด่วน:
- 1. เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณการลงทุนของภาครัฐ: การดำเนินการนี้จะช่วยให้เม็ดเงินกระจายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านผู้รับเหมา แรงงาน และผู้ขายวัตถุดิบ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินทุนและกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
- 2. สร้างบรรยากาศการลงทุน: ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI กว่า 1 ล้านล้านบาท ให้เกิดการทำสัญญาและเริ่มลงทุนจริงภายในปีนี้ เพื่อสร้างงานและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตของประเทศ
- 3. กระตุ้นภาคการผลิต: แม้รายละเอียดจะไม่ได้ระบุไว้ทั้งหมดในข่าว แต่โดยนัยแล้ว การกระตุ้นภาคการผลิตคือหัวใจสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ และตอบสนองต่ออุปสงค์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นและต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้
สรุป: บทบาทสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
สถานการณ์ปัจจุบันเป็นเสมือนสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังต้องการแรงขับเคลื่อนใหม่ การที่ภาคยานยนต์ไม่ขาดแคลนแรงงานไม่ใช่ข่าวดี แต่เป็นภาพสะท้อนของอุปสงค์ที่ซบเซา การเร่งแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคก่อสร้าง การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และการพยุงกำลังซื้อของผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและดึงดูดการลงทุน จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลงไปมากกว่านี้